รีเซต

TWPCมุ่งธุรกิจมาร์จิ้นสูง ขยายพอร์ตอาหาร-HVA

TWPCมุ่งธุรกิจมาร์จิ้นสูง ขยายพอร์ตอาหาร-HVA
ทันหุ้น
10 มีนาคม 2569 ( 08:00 )
6

#TWPC #ทันหุ้น – TWPC ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตแบบไม่ต่ำกว่า 10% เน้นธุรกิจอาหาร - HVA ซึ่งมีกำไรขั้นต้นสูง ให้มีสัดส่วนรายได้รวมกันเพิ่มเป็น 80% ภายในปี 2573 พร้อมมองหาโอกาสขยายตลาดในต่างประเทศ เกาะติดสถานการณ์สงครามใกล้ชิด  แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

นายโฮ เรน ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์วุ้นเส้นและเส้นก๋วยเตี๋ยว เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายสำคัญสำหรับปี 2569 รายได้เติบโตสองหลัก (Double Digit) จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 9,295 ล้านบาท โดยจะเน้นไปที่ธุรกิจอาหารและธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีกำไรขั้นต้นสูง โดยธุรกิจอาหารมีกำไรขั้นต้นมากกว่า 35% และธุรกิจ HVA มีกำไรขั้นต้นประมาณ 15-20% ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 ธุรกิจ มีสัดส่วนรายได้รวมกันประมาณ 60%

*เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ

ขณะที่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง จะเป็นแหล่งเงินสดหลัก มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 40% ซึ่งเน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรแม้ราคาตลาดโลกจะผันผวน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจอาหารและธุรกิจ HVA จะเพิ่มเป็น 80% และเป็นธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง 20% 

โดยบริษัทได้วางงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อลงทุนในการขยายธุรกิจ, ขยายโรงงาน, เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และอาจรวมถึงการทำ M&A หรือ Partnership

ทั้งนี้ในการเติบโตของธุรกิจอาหารในปี 2569 ตั้งเป้าหมายรายได้จะเติบโตมากกว่า 10% และตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 จากยอดขายปี 2568 ที่ 2,558 ล้านบาท มีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตมาจาก ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด 

สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) มีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) สูงกว่า 50% ช่องทางจัดจำหน่าย ขยายครอบคลุม ร้านค้าปลีกสมัยใหม่กว่า 16,000 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และบริษัทยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทจะมุ่งเน้นการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ "มังกรคู่" ให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่

*ขยายตลาดต่างประเทศ

ด้านการเติบโตของธุรกิจ HVA ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการปรับกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดใหม่ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างผลงานจากรากฐานที่วางไว้ ทั้งในด้านทีมขาย การกระจายสินค้า และทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อรุกตลาดส่วนผสมอาหาร (Ingredient) อย่างเต็มที่

ขณะที่ตลาดหลักยังเป็นเป็นประเทศไทยมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 30% และตลาดจีน 30% ซึ่งเป็นตลาดและโอกาสที่ใหญ่มาก โดยบริษัทกำลังจะมีฐานการผลิตแห่งแรกในจีนช่วงต้นไตรมาส 2/2569 เพื่อผลิตสินค้ากลุ่ม Premix และ Solution ต่างๆ บริษัทตั้งเป้าหมายเติบโตในจีนมากกว่า 20% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และเจาะตลาดได้มากยิ่งขึ้นทั้งในกลุ่มส่วนผสมของอาหารและอุตสาหกรรมอาหาร

ในส่วนเวียดนาม แม้มีสัดส่วนไม่มากแต่เป็นตลาดที่เติบโตเร็วและเป็นลำดับต้นๆ รองจากไทย นอกจากนี้ในกัมพูชา บริษัทมีโรงงานที่ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบในท้องถิ่น ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าไทย 20-25% เพื่อส่งออกไปยังจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี

*จับตาผลกระทบสงคราม

อย่างไรก็ดีในช่วงภาวะสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน บริษัทยังไม่เห็นสัญญาณบวกหรือลบที่รุนแรงอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจ เนื่องด้วยพื้นฐานของบริษัทที่มีความมั่นคงและแข็งแกร่ง แต่บริษัทคาดการณ์ว่าอาจจะเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจส่งออก ซึ่งลูกค้าบางรายอาจเริ่มมีการขอเลื่อนการจัดส่งสินค้า รวมถึงบางรายขอเจรจาต่อรองราคาใหม่ ขณะที่บางรายพยายามเร่งการจัดส่งสินค้าให้เร็วขึ้นเพื่อสำรองสินค้า

ทางด้านต้นทุนอาจพุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงคราม โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งบริษัทได้มีการล็อกราคาวัตถุดิบสำหรับกลุ่มธุรกิจอาหารและธุรกิจ HVA ไว้ล่วงหน้าจนถึงไตรมาส 3 หรือบางส่วนถึงสิ้นปีเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบในปีนี้ค่อนข้างน้อย

ส่วนต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งแม้ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าขนส่ง แต่บริษัทมองว่าเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องเผชิญร่วมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง