รีเซต

"Rocket Lab" เปิดตัวฐานปล่อยจรวดใหม่ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา

"Rocket Lab" เปิดตัวฐานปล่อยจรวดใหม่ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
TNN ช่อง16
31 สิงหาคม 2568 ( 16:00 )
10

รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา กำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของผู้รักอวกาศ เมื่อบริษัท ร็อกเก็ตแล็บ (Rocket Lab) เปิดตัวฐานปล่อยจรวดแห่งใหม่ริมทะเลสำหรับจรวดนิวตรอน (Neutron) จรวดรุ่นล่าสุดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยคาดว่าเที่ยวบินแรกอาจเกิดขึ้นภายในสิ้นปี 2568 การเปิดฐานปล่อยครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัท ร็อกเก็ตแล็บ (Rocket Lab) ในการแข่งขันอวกาศเชิงพาณิชย์กับบริษัทอื่น ๆ

ฐานปล่อยจรวด Launch Complex 3

พิธีเปิดแท่นปล่อยจรวดใหม่ Launch Complex 3 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เกาะวอลลอปส์ รัฐเวอร์จิเนีย โดยมี ปีเตอร์ เบ็ค (Peter Beck) ซีอีโอของ Rocket Lab กล่าวว่าการเปิดฐานปล่อยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญต่ออนาคตการเข้าถึงอวกาศของสหรัฐฯ” แท่นปล่อยแห่งนี้ตั้งอยู่บนจุด 0D ของศูนย์ปล่อยจรวดภูมิภาคมิด-แอตแลนติกของนาซา ถูกออกแบบให้เพรียวบาง ใช้โครงสร้างเหล็กและคอนกรีตสีแดง-ดำ พร้อมระบบอัจฉริยะที่ซ่อนเทคโนโลยีไว้ภายใน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมพื้นที่รองรับการขยายในอนาคตเพื่อรองรับจำนวนการบินที่มากขึ้น

การพัฒนาครั้งใหญ่ของจรวดนิวตรอน

จรวดนิวตรอนเป็นจรวดที่มีน้ำหนักปานกลาง สูง 141 ฟุต หรือ 43 เมตร บรรทุกได้ถึง 28,660 ปอนด์ หรือ 13 ตัน สู่วงโคจรต่ำโลก (LEO) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จรวดอาร์คิมิดีสใหม่ 9 ตัว ใช้เชื้อเพลิงมีเทนเหลวและออกซิเจนเหลว ความโดดเด่นอยู่ที่การออกแบบแฟริ่งที่มีชื่อว่า “Hungry Hippo” มันจะเปิดออกจากจรวดขั้นแรกเพื่อปล่อยจรวดขั้นสองขึ้นสู่อวกาศ ขณะที่ขั้นแรกกลับลงจอดเพื่อนำมาใช้ใหม่ได้ทั้งบนบกและกลางทะเล การออกแบบนี้สะท้อนถึงความพยายามของ Rocket Lab ที่จะสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอย่าง SpaceX

เดิมทีนิวตรอนถูกออกแบบให้สูง 130 ฟุต บรรทุก 8 ตัน แต่ระหว่างการพัฒนาได้ขยายขนาดและเพิ่มความสามารถขึ้น ปัจจุบันมีแฟริ่งกว้าง 5 เมตร และทำจากวัสดุคาร์บอนคอมโพสิตพิเศษเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนัก ทำให้นิวตรอนสามารถตอบสนองต่อความต้องการใหม่ ๆ ของตลาดดาวเทียมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแข่งขันและเป้าหมายเชิงพาณิชย์

บริษัท Rocket Lab เปิดตัวนิวตรอนครั้งแรกเมื่อปี 2021 จรวดรุ่นใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแข่งขันกับตลาดส่งดาวเทียมขนาดกลางที่ SpaceX และ Blue Origin กำลังครองอยู่ การสร้างจรวดนำกลับมาใช้ใหม่จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

ในปีนี้บริษัทได้เผยแพร่แผนการใช้แพลตฟอร์มลงจอดกลางทะเลแบบใหม่ พร้อมเรือที่ตั้งชื่อว่า ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะลดต้นทุนการปล่อยในระยะยาว แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของบริษัท SpaceX ที่สามารถพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงจอดกลางทะเลมาแล้ว

ฌอน ดีเมลโล (Shaun D’Mello) รองประธานฝ่ายนิวตรอน ระบุว่า ปัจจัยที่ช่วยเร่งการพัฒนา ได้แก่ ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้หลายบริษัทเลิกพึ่งพาจรวดรัสเซีย รวมถึงการที่ดาวเทียมรุ่นใหม่มีขนาดและน้ำหนักมากขึ้น ทำให้นิวตรอนกลายเป็นจุดสมดุลที่ตอบโจทย์ตลาดในช่วง 12–15 ตัน ได้พอดี ถือเป็นโอกาสทองที่บริษัท Rocket Lab จะเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดการปล่อยดาวเทียมระดับกลาง

แผนการส่งจรวดนิวตรอน

ปัจจุบันบริษัท Rocket Lab ได้เซ็นสัญญากับลูกค้ารายแรกแล้ว แม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้กองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็จองภารกิจนิวตรอนในปี พ.ศ. 2569 เพื่อทดสอบการส่งมอบสินค้าด้วยวิธี “Point-to-point” หรือการส่งสินค้าไปยังจุดต่าง ๆ ของโลกโดยใช้จรวดขนส่งอวกาศ ขณะที่แผนการบินทดสอบตั้งเป้าไว้หนึ่งครั้งในปี พ.ศ. 2568 เพิ่มเป็นสามครั้งในปี พ.ศ. 2569 และ 5 เที่ยวบินในปี พ.ศ. 2570 ก่อนเข้าสู่เป้าหมายอัตราการบิน 7 ครั้งต่อปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาครัฐและลูกค้าในศักยภาพของจรวดรุ่นใหม่

เกล็นน์ ยังกิน (Glenn Youngkin) ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย กล่าวว่าการมาของจรวดนิวตรอนจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและธุรกิจเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น พร้อมตั้งความหวังว่าจะได้ร่วมชมการปล่อยจรวดเที่ยวแรกภายในสิ้นปีนี้ นอกจากผลทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์เวอร์จิเนียให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศของสหรัฐฯ อีกด้วย

การเปิดฐานปล่อยจรวดนิวตรอนในรัฐเวอร์จิเนีย ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของบริษัท Rocket Lab เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการลดต้นทุน การผสานระหว่างนวัตกรรมการออกแบบกับโอกาสทางการตลาด ทำให้นิวตรอนถูกคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในยานขนส่งหลักที่ช่วยขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจอวกาศและการแข่งขันระดับโลกในทศวรรษหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง