รีเซต

แฮร์รี ฮาร์โลว์ นักวิจัยหัวขบถผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องความรัก ความผูกพันของสิ่งมีชีวิต

แฮร์รี ฮาร์โลว์ นักวิจัยหัวขบถผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องความรัก ความผูกพันของสิ่งมีชีวิต
TNN ช่อง16
21 กุมภาพันธ์ 2569 ( 15:44 )
20

แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันในศตวรรษที่ 20 โดยเขาเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับความรักและความผูกพันระหว่างแม่และลูก งานวิจัยของเขาได้ท้าทายกรอบคิดหลักของจิตวิทยาในยุคนั้น และวางรากฐานให้กับทฤษฎีความผูกพันสมัยใหม่ แม้ผลงานจะก่อให้เกิดประโยชน์เชิงวิชาการอย่างมหาศาล แต่ก็เป็นที่ถกเถียงอย่างรุนแรงในประเด็นด้านจริยธรรมการวิจัยในสัตว์ทดลอง 

การท้าทายพฤติกรรมนิยมในวงการจิตวิทยา

ในช่วงทศวรรษ 1950 วงการจิตวิทยาสหรัฐอเมริกาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ซึ่งเสนอภาพว่า พฤติกรรมมนุษย์เป็นผลจากกระบวนการเรียนรู้ผ่านการเสริมแรง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อความต้องการพื้นฐาน เช่น อาหารและความอบอุ่น โดยนักจิตวิทยาอย่าง จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) และ บี.เอฟ. สกินเนอร์ (B.F. Skinner) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดดังกล่าว

ผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า Cupboard Love เสนอว่า เด็กผูกพันกับมารดาเพราะมารดาเป็นแหล่งอาหาร มิใช่เพราะปัจจัยทางอารมณ์ ฮาร์โลว์เห็นว่าคำอธิบายดังกล่าวไม่เพียงพอ จึงออกแบบการทดลองเพื่อทดสอบข้อสมมติฐานนี้อย่างเป็นระบบ

การทดลองแม่ตัวแทนและแนวคิด Contact Comfort

แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) นักวิจัยหัวขบถได้ลุกขึ้นมาท้าทายแนวคิดเดิม โดยในปี 1958 ฮาร์โลว์ดำเนินการทดลองกับลิงวอก (Rhesus monkeys) โดยแยกลูกลิงออกจากแม่ตั้งแต่แรกเกิด และจัดให้มีแม่ตัวแทนสองรูปแบบ ได้แก่ แม่ลิงจำลองทำจากโครงลวดโลหะ ติดขวดนมให้ลูกลิงดูด และแม่ลิงหุ่นผ้าทำจากโครงไม้และลวด หุ้มด้วยผ้าเนื้อนุ่ม ให้ความอบอุ่นแต่ไม่มีอาหาร

ผลการทดลองพบว่า ลูกลิงวอกใช้เวลาอยู่กับแม่หุ่นผ้านานเฉลี่ย 17-18 ชั่วโมงต่อวัน และจะเข้าไปหาแม่หุ่นลวดเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวันเพื่อดูดนม นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังสร้างสิ่งเร้าที่ก่อกวนทำให้เกิดความหวาดกลัวกับลูกลิง และพบว่าลูกลิงจะวิ่งไปกอดแม่หุ่นผ้าเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัย

ฮาร์โลว์จึงเสนอแนวคิดความสบายจากการสัมผัส (Contact Comfort) โดยชี้ว่า ความต้องการการสัมผัสและความมั่นคงทางอารมณ์เป็นแรงขับพื้นฐานทางชีวภาพที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา มิใช่เพียงการตอบสนองต่อความหิว

นอกจากการทดลองในห้องทดลองแล้ว ยังมีการทดลองในสภาพแวดล้อมแบบพื้นที่เปิดเพื่อแสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่า หากมีแม่หุ่นผ้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน ลูกลิงจะกล้าออกไปสำรวจสิ่งแวดล้อมใหม่ และกลับมาสัมผัสแม่เป็นระยะเสมือนใช้แม่เป็นฐานที่มั่นปลอดภัย

แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่าแม่หรือผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอารมณ์ที่เอื้อให้เด็กสามารถเรียนรู้และสำรวจโลกได้อย่างมั่นใจ แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อลูกลิงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากแม่ตัวแทน พฤติกรรมที่ปรากฏ คือ การหยุดนิ่ง ตัวสั่น และร้องเสียงดัง แสดงถึงภาวะวิตกกังวลรุนแรง ซึ่งเป็นลักษณะที่มักพบในเด็กเล็กที่เป็นมนุษย์ที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างเพียงพอ

การแยกตัวทางสังคมและแบบจำลองภาวะซึมเศร้า

ในระยะต่อมา ฮาร์โลว์ศึกษาผลกระทบของการแยกตัวทางสังคมระยะยาว โดยขังลิงไว้ลำพังเป็นเวลา 3, 6 และ 12 เดือน ผลการสังเกตพบพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การจ้องมองว่างเปล่า การโยกตัวซ้ำ ๆ และการทำร้ายตนเอง ซึ่งมีลักษณะคล้ายภาวะซึมเศร้าในมนุษย์

การทดลองที่เรียกว่าบ่อแห่งความสิ้นหวัง (Pit of Despair) เป็นห้องขังแนวตั้งที่ออกแบบเพื่อกระตุ้นภาวะสิ้นหวังอย่างรุนแรง ฮาร์โลว์รายงานว่า การแยกตัวเป็นเวลา 12 เดือน ส่งผลกระทบถาวรต่อพฤติกรรมทางสังคม

ลิงตัวเมียบางตัวที่เติบโตโดยปราศจากแม่ เมื่อมีลูกกลับไม่สามารถแสดงพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่เหมาะสม บางกรณีเกิดการเพิกเฉยหรือทำร้ายลูก ซึ่งสะท้อนผลกระทบระยะยาวของการขาดความผูกพันในวัยต้นชีวิต

แม้การทดลองส่วนหนึ่งจะสร้างแบบจำลองของความผิดปกติทางอารมณ์ ฮาร์โลว์ยังพยายามพัฒนาแนวทางฟื้นฟู โดยนำลิงอายุน้อยประมาณ 3 เดือนมาอยู่ร่วมกับลิงที่ถูกแยกตัวประมาณ 6 เดือน และผลการทดลองพบว่า การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับลิงอายุน้อยสามารถช่วยฟื้นฟูทักษะทางสังคมได้ในระดับสูง วิธีการดังกล่าวถูกเรียกว่าลิงบำบัด (Therapist Monkeys)

"ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นศักยภาพของความสัมพันธ์ทางสังคมในการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจ"

อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยของแฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชนและนักวิชาการ เนื่องจากวิธีการทดลองที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานแก่สัตว์ทดลอง การใช้ถ้อยคำเรียกอุปกรณ์บางชนิดอย่างรุนแรงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านลบ

นักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่า การทดลองดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นกระแสขบวนการปลดปล่อยสัตว์จากห้องทดลอง (Animal Liberation Movement)ในสหรัฐอเมริกา และมีส่วนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ (Animal Welfare Act) ในปี 1966 ซึ่งกำหนดมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ทดลองในระดับประเทศ

แม้จะมีข้อถกเถียงด้านจริยธรรม แต่งานของฮาร์โลว์ส่งผลเชิงบวกอย่างสำคัญต่อระบบการดูแลเด็กเล็กที่เป็นมนุษย์ แนวปฏิบัติในโรงพยาบาลและสถานสงเคราะห์ที่เคยมุ่งเน้นเพียงสุขอนามัย ได้ปรับเปลี่ยนมาสู่การให้ความสำคัญกับการอุ้มกอดและการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์

ผลงานดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อความเข้าใจเกี่ยวกับโรคความผิดปกติในการผูกพันแบบตอบสนอง (Reactive Attachment Disorder) ซึ่งเป็นความผิดปกติทางความผูกพันที่เกิดจากการถูกทอดทิ้งหรือทารุณกรรมในวัยเด็ก โดยฮาร์โลว์ได้ยืนยันว่า ความรักและความผูกพันมิใช่ปัจจัยรอง หากแต่เป็นความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ในทุกมิติ

แฮร์รี ฮาร์โลว์ (Harry Harlow) ได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงจิตวิทยาอเมริกันช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แม้งานของเขาจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียงด้านจริยธรรม หนึ่งในเกียรติยศสำคัญคือการได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน หรือ American Psychological Association ในปี ค.ศ. 1958 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดเชิงวิชาชีพของนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้เขายังได้รับ National Medal of Science ในปี ค.ศ. 1967 ซึ่งเป็นเหรียญรางวัลด้านวิทยาศาสตร์ระดับสูงสุดของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มอบให้โดยประธานาธิบดีในขณะนั้น เพื่อยกย่องผลงานที่สร้างผลกระทบเชิงองค์ความรู้ระดับประเทศ รางวัลดังกล่าวสะท้อนว่า ในช่วงเวลานั้น ผลงานของฮาร์โลว์ได้รับการมองว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญยิ่งต่อความเข้าใจพัฒนาการมนุษย์

แฮร์รี ฮาร์โลว์ เสียชีวิตในปี 1981 ด้วยวัย 75 ปี ร่างของเขาถูกฝังที่ Forest Hill Cemetery ในเมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเมืองที่เขาทำงานอุทิศตนให้กับงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน เป็นเวลาเกือบทั้งชีวิต ผลงานวิจัยของแฮร์รี ฮาร์โลว์ ได้รับการยกย่องในด้านจิตวิทยา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ ซึ่งสะท้อนเส้นทางชีวิตของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจำนวนมากที่ต้องเผชิญตลอดช่วงชีวิตการทำงาน 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง