EV ไทยสะดุด! รอ "รถเก่าแลกใหม่" หวั่นพลาดสิทธิ์ส่วนลด

รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ รถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์เทคโนโลยีขั้นสูง และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ควบคู่กับ ส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดมลพิษ และบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยในเบื้องต้นกำหนดให้รถใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV), รถยนต์ไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
สำหรับระยะแรกของโครงการ คาดว่าจะนำร่องที่จำนวน 20,000 คัน ภายใต้หลักการ มาก่อนได้ก่อน ซึ่งขณะนี้ โครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ คุณ พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กำลังเร่งจัดทำรายละเอียดและกรอบแนวคิดของโครงการ เพื่อเตรียมเสนอต่อ คุณ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ซึ่งเงื่อนไขเบื้องต้น จะต้องเป็นรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานตามที่กําหนด นํามาแลกเป็นส่วนลด หรือสิทธิประโยชน์ในการซื้อรถใหม่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เงื่อนไขของโครงการยังไม่มีความชัดเจน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะนี้เริ่มมีสัญญาณชะลอตัว โดยมีรายงานจากตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) บางรายว่า ลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ได้จองรถไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ได้ตัดสินใจชะลอการรับมอบรถออกไปก่อน เพื่อรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ ว่าจะมีรายละเอียดและสิทธิประโยชน์อย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า ทุกครั้งที่ภาครัฐส่งสัญญาณว่าจะออกมาตรการกระตุ้นตลาด มักส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้า เพื่อรอดูรายละเอียดและเงื่อนไขที่ชัดเจน ซึ่งกรณีโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ก็เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดยมีผู้ที่จองรถไว้ก่อนหน้า ขอเลื่อนการรับรถออกไปก่อน
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีความชัดเจนว่าโครงการจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด รวมถึงจะมีแรงจูงใจมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเพดานราคารถใหม่ หรืออายุขั้นต่ำของรถเก่าที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เป็นต้น
โดยภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเมินว่ารถยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปในประเทศไทย มีอยู่ประมาณ 4 ล้านกว่าคัน ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ และหากนับรวมรถที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนรวมกันปะมาณ 6-7 ล้านคัน
คุณ สุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดแล้ว ภาครัฐควรพิจารณารวมรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปบางประเภท ซึ่งปัจจุบันเสียภาษีตามการปล่อยคาร์บอน เข้าไว้ในโครงการด้วย โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 90 และยังรองรับการใช้น้ำมันดีเซล B20 ได้ ช่วยลดการปล่อยมลพิษ ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงยังช่วยสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตรกรรมผ่านการใช้วัตถุดิบพลังงานชีวภาพภายในประเทศอีกด้วย