รีเซต

เงินโถมเป้า SET 1,500 จุด คลังชูจีดีพี 1.8% ลุย TISA

เงินโถมเป้า SET 1,500 จุด คลังชูจีดีพี 1.8% ลุย TISA
ทันหุ้น
11 กุมภาพันธ์ 2569 ( 02:30 )
10

ดร.เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่า รัฐบาลชุดใหม่ ยังจะสนับสนุนโครงการ TISA หรือ โครงการการออมส่วนบุคคล แต่อาจจะมีการปรับปรุงรายละเอียดและต้องอธิบายในเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนมาก ซึ่งโครงการนี้จะช่วยในเรื่องตลาดทุนและทำให้คนไทยมีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณมากขึ้น โดยหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว จะเร่งเดินหน้าเรื่องดังกล่าวทันที

สำหรับจีดีพีในไตรมาส 4/2568 ที่สภาพัฒน์เตรียมที่จะประกาศในวันจันทร์ที่  16 กุมภาพันธ์นี้ น่าจะสูงกว่า 1.8%  ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจีดีพีในไตรมาส 4/2568 จะขยายตัวเพียง 0.3%  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

สำหรับการผลักดันเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลยังไม่สามารถออกนโยบายใหม่ได้ จะเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงผลักดันเม็ดเงินลงทุนที่ผ่าน BOI ที่มีเม็ดเงินจาก 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ที่พร้อมจะลงทุนในประเทศไทย รวมถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ และโครงการเอสเอ็มอีเครดิตบูท ซึ่งจะเข้าไปช่วยเติมทุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้ง 2 โครงการนี้ ได้แจ้งไปทางธนาคารแห่งประเทศไทยว่าให้เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าว

นายไพบูลย์  นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด หรือ TISCO เปิดเผยว่า จากผลการเลือกตั้งชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “พรรคภูมิใจไทย” มีความหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปีในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มองดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้

กลุ่มหุ้นที่จะนำตลาด คือ หุ้นกลุ่ม Large Cap หรือหุ้นตัวใหญ่ ที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ เพราะมีราคา (Valuation) และค่า P/E ที่ยังไม่แพงหากเทียบกับภูมิภาค (หากไม่รวมหุ้น Delta) และจะเป็นกลุ่มแรกที่เม็ดเงินจากกองทุนต่างชาติไหลเข้า โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ นโยบายเศรษฐกิจจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที

ซึ่งนักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

@ตลาดทุนเคลื่อนเศรษฐกิจ

ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม โดย TISCO ได้มีการเสนอหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากกองทุนลดหย่อนภาษีในปัจจุบัน ดังนี้

1.เสนอให้มีวงเงิน 500,000 บาทต่อปี โดยต้องแยกออกจากวงเงินเดิมทั้ง RMF,SSF และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่มีเพดานรวม 500,000 บาทอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและสร้างเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบอย่างแท้จริง

2.มีมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ในช่วง 2 ปีแรก เสนอให้เพิ่มวงเงินอีกปีละ 300,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจสูงสุดให้นักลงทุนที่มีกำลังซื้อรีบเข้ามาประคองตลาดในระยะแรก  

3.ระยะเวลาถือครองที่ยืดหยุ่น กำหนดให้ถือครองเพียง 5 ปี คล้าย LTF ในอดีต แทนการบังคับให้ถือจนถึงอายุ 55 ปีเหมือนข้อเสนอบางรูปแบบ ซึ่งจะช่วยจูงใจคนรุ่นใหม่และวัยทำงานได้มากกว่า

4.ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG

5.ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้น หรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG

อย่างไรก็ดีรัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง “แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการที่จะทำให้ตลาดหุ้นเติบโตจะช่วยสร้างความมั่งคั่งให้กับคน 3 ล้านคนที่ลงทุนอยู่

ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยทันที คาดว่าทุกความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้านบาท จะกระตุ้นการบริโภคได้ถึง 60,000 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณเอง

@ แตะ 1,450 จุด ใน 1 เดือน

ดร.พิพัฒน์  เหลืองนฤมิตชัย  หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ “Blue Wave” ที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย คาดเห็นดัชนีทดสอบระดับ 1,450 จุดได้ไม่ยากภายใน 1 เดือนนี้ โดยมีกลุ่มก่อสร้าง, พลังงาน, ค้าปลีก และการเงิน เป็นกลุ่มนำตลาด เสถียรภาพทางการเมืองจะช่วยดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น หนุนให้ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าขึ้น แต่ในระยะยาวต้องรอดูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่การจะรักษาโมเมนตัมขาขึ้นไปให้ไกลกว่า 1,450 จุด รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงนโยบายกระตุ้นการเติบโตที่ชัดเจนและทำได้จริง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง