"SME" ช้ำหนักพิษสงคราม ยอดเจ๊งพุ่ง 50%

สำรวจสถานการณ์ในภาพรวม ผู้ประกอบธุรกิจยังเผชิญกับปัจจัยกดดันต่อเนื่อง จนทำให้บางส่วน โดยเฉพาะรายเล็กปรับตัวไม่ไหว จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และต้องปิดกิจการไป เดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ข้อมูลจากศูนยวิจัยกสิกรไทย ระบุว่าจำนวนโรงงานที่ปิดตัว มีมากกว่าโรงงานที่เปิดใหม่ ในรอบกว่า 2 ปี โดยโรงงานที่ปิดตัวมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เหมืองแร่, ธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่ม และ อุตสาหกรรมอโลหะ
ส่วนปี 2569 แนวโน้มการปิดโรงงานยังคงเพิ่มขึ้นอีก เห็นได้จากช่วง 2 เดือนแรก ระหว่างมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลงมากถึงร้อยละ 60.14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โรงงานปิดกิจการมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีจำนวน 141 โรง คิดเป็นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 58.43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจัยหลักที่กระทบต่อโรงงานผลิต และยังต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ, ความตึงเครียดจากสงครามการค้า และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ, สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ตลอดจน การแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่ยังรุนแรงต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยล่าสุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอีก อย่างเมื่อต้นเดือนเมษายน โรงงานผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ ที่ดำเนินธุรกิจหลายสิบปี ได้ตัดสินใจปิดกิจการ สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ยังมีอีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนสัญญาณเชิงลบต่อภาคเอสเอ็มอี คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ จีดีพี เอสเอ็มอีปี 2569 จากเดิมจะเติบโตประมาณร้อยละ 2.8 เหลือร้อยละ 1.6 - 2.3 เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ยังกลายเป็นความเสี่ยงระยะยาว กดดันภาคธุรกิจในระยะข้างหน้าต่อเนื่องอีก ทั้งต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาวัตถุดิบ
ศาสตราจารย์ วิทวัส รุ่งเรืองผล ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ระบุว่า ภายใต้ภาวะวิกฤต ที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก จำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ และตัดสินใจให้เร็ว เช่น หากมีสินค้าคงคลัง ที่ไม่สามารถส่งออกได้ หรือขายไม่ออก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ควรเร่งระบายสินค้าออก แม้ต้องขายลดราคาก็ตาม เพื่อเปลี่ยนสต็อกมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจต่อไป
อย่างไรก็ตาม มองว่าเมื่อเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์สงคราม วิกฤตนั้น มักจะทำให้โครงสร้างการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้ประกอบการบางรายอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ ขณะที่บางรายสามารถปรับตัวและเติบโตขึ้นมาแทนที่ จึงนับเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของเอสเอ็มอี ที่ต้องหาวิธีปรับตัวให้ทันกับบริบทใหม่ของตลาด
ซึ่งเครื่องมือทาง เทคโนโลยี และ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) จะทำให้เอสเอ็มอีมีแต้มต่อในการแข่งขันและสามารถเติบโตได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
