รีเซต

ศึกหนัก “ข้าวไทย” ภาษี-บาทแข็ง ฉุดส่งออก

ศึกหนัก “ข้าวไทย” ภาษี-บาทแข็ง ฉุดส่งออก
TNN ช่อง16
12 มกราคม 2569 ( 12:37 )
13

จากรายงานจาก กระทรวงเกษตรของสหรัฐ (USDA) ถึงสถานการณ์ข้าวโลก พบว่า “ผลผลิตข้าวโลก(ในรูปแบบข้าวสาร) ปี 2568/69   คาดการณ์อยู่ที่ 540.4 ล้านตัน ลดลง 0.5 ล้านตันจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้”  ปัจจัยที่ผลผลิตโลกลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของผลผลิตในมาดากัสการ์และฟิลิปปินส์   แต่ในทางตรงกันข้ามพบว่าคาดการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในอินเดียกลับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นปีที่สิบ เนื่องจากพื้นที่เก็บเกี่ยวที่มากขึ้นและเป็นสถิติสูงสุด จึงส่งให้อินเดียเป็นประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567/68 

“ส่วนปริมาณข้าวในตลาดโลกปี 2568/69  คาดว่าจะอยู่ที่ 730.7 ล้านตัน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด เพิ่มขึ้น 1.7 ล้านตัน” จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่ปริมาณสต็อกเพิ่มขึ้น การปรับเพิ่มขึ้นของปริมาณข้าวในตลาดโลกส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณสต็อกเริ่มต้นที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในอินเดีย ซึ่งชดเชยการลดลงของเกาหลีใต้และเวียดนามได้มากกว่า

ด้านปริมาณการบริโภคข้าวในตลาดโลก ลดลง 0.4 ล้านตัน เหลือ 541.9 ล้านตัน แต่ยังคงเป็นสถิติสูงสุด การปรับลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการลดลงของมาดากัสการ์ ซึ่งชดเชยการเพิ่มขึ้นของกัมพูชาได้มากกว่า  โดยการคาดการณ์การบริโภคข้าวในตลาดโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปีนี้  ส่วนใหญ่เกิดจากการคาดการณ์การบริโภคที่สูงเป็นประวัติการณ์ในหลายประเทศที่บริโภคข้าวรายใหญ่ ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม

ขณะที่ ปริมาณสต็อกคงเหลือทั่วโลกในปี 2568/69 คาดว่าจะอยู่ที่ 188.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.1 ล้านตันจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ แต่ยังคงต่ำกว่าปีที่แล้ว 1.5 ล้านตัน การปรับเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากปริมาณสต็อกของอินเดีย ที่เพิ่มขึ้น  

สำหรับการค้าข้าวโลก พบว่า ในปีนี้การค้าข้าวโลกในจะอยู่ที่  62.8 ล้านตัน สูงเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 3.2 ล้านตันจากที่ผ่านมา  สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 0.3 ล้านตัน เนื่องจากการคาดการณ์การส่งออกที่เพิ่มขึ้นของพม่าและ จีน น่าจะชดเชยการที่ลดลงของกัมพูชาได้”

การส่งออกของพม่า น่าจะเพิ่มขึ้น 300,000 ตัน เป็น 2.5 ล้านตัน เนื่องจากความสามารถการแข่งขันด้านราคา ในตลาด จีน สหภาพยุโรป และมาดากัสการ์ 

ส่วนจีนคาดจะส่งออกเพิ่มขึ้น 100,000 ตัน เป็น 1.3 ล้านตัน โดยอิงจากความต้องการข้าวเมล็ดขนาดกลางที่เพิ่มขึ้นจากตลาดหลักในแอฟริกา เอเชียตะวันออก และยุโรป 

สวนทาง การคาดการณ์การส่งออกของกัมพูชา ลดลง 100,000 ตัน เหลือ 4 ล้านตัน เนื่องจากเวียดนามลดการซื้อข้าวจากกัมพูชาลง 

ส่วนสถานการณ์ในไทย มีรายงานจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยปี 2568 ว่า การส่งออกปี 2568 คาดว่าปริมาณ 7.8-8 ล้านตัน ซึ่งเกินเป้าที่คาดการณ์ไว้  จากความต้องการนำเข้าในช่วงปลายปีและไทยมีผลผลิตข้าวนาปีรองรับคำสั่งซื้อดังกล่าว แม้ตลาดการค้าข้าวโลกจะเผชิญแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกิน โดยเฉพาะสต็อกข้าวอินเดียที่ต้องระบายจำนวนมาก ซึ่งมีผลต่อทิศทางราคาในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ 

ส่วนในปี 2569 คาดว่าการส่งออกข้าวไทยจะมีปริมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า จะทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทย 

ถ้าดูตัวเลขส่งออกข้าวในช่วง 11 เดือนปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) พบว่าไทยส่งออกข้าวแล้ว 7.29 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมูลค่าการส่งออกลดลง ร้อยละ 30 อยู่ที่ 4,162 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 136,823 ล้านบาท 

ตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อิรัก แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา จีน และเซเนกัล 

สำหรับชนิดข้าวส่งออกที่สำคัญ ได้แก่  ข้าวขาว สัดส่วนร้อยละ  46 /  ข้าวหอมมะลิไทย สัดส่วนร้อยละ 23 ที่เหลือเป็นข้าวนึ่ง ,ข้าวหอมไทย , ข้าวเหนียว,ข้าวกล้อง

 สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วงคือสถานการณ์ค่าเงินบาท "เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย" มองว่า ค่าเงินบาทที่หลุดมาอยู่ในระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปลายปี และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกข้าว โดยผู้ที่ส่งออกสินค้าไปแล้ว และรอการชำระเงินจะประสบภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ผู้ส่งออกไทยยังไม่กล้ารับออร์เดอร์ 

นอกจากนี้เงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ราคาขายข้าว FOB (ราคาสินค้า ณ ท่าเรือ) ของไทยก็สูงขึ้นตามไปด้วย แม้ราคาข้าวในประเทศจะเท่าอินเดีย แต่เมื่อแปลงเป็นราคาส่งออกในรูปแบบดอลลาร์ ข้าวไทยก็แพงกว่า 

กรณีของ ราคาข้าวหอมมะลิที่ส่งไปสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ต้องปรับขึ้นเป็น 1,150-1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากต้นปี 2568 เคยอยู่ที่ประมาณ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้นหากเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง น่าจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันส่งออกข้าวไทยในปีหน้า ที่จะขายสินค้าได้ลดลง เพราะเปรียบเทียบค่าเงินกับคู่แข่งส่งออกข้าวแล้ว ในส่วนของเวียดนามค่าเงินดองอ่อนค่าลง และเงินรูปีของอินเดียก็อ่อนค่า แต่ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน

นอกจากค่าเงินบาทแล้ว “ยังมีอีกประเด็นต้องจับตามองคือ ภาษีสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่า เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์  ของสหรัฐ ได้พบปะหารือกับผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ โดย Meryl Kennedy Farr ซีอีโอของ Kennedy Rice Mill และ 4Sisters Rice ในรัฐหลุยเซียน่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจข้าวรายสำคัญของสหรัฐ ได้กล่าวถึงความเสียเปรียบของอุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐฯ จากการทุ่มตลาดข้าวสหรัฐฯของบรรดาผู้ส่งออกสินค้าข้าวรายใหญ่ ซึ่งมีการกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวมายังสหรัฐฯ รายสำคัญ รวมถึงประเทศอินเดีย และประเทศจีน” 

ในการหารือดังกล่าว ปธน.ทรัมป์ได้รับปากกับผู้นำในอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐฯ ที่จะจัดการกับปัญหาดังกล่าว ทั้งยังได้กล่าวว่าปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยอัตรากำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งแม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการกำหนดอัตรากำแพงภาษีสินค้าข้าว แต่ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอีกเช่นกัน เพราะถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าข้าว อาจกระทบไทย

 สหรัฐฯ นำเข้าข้าวจากไทยในปริมาณมาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะที่ตอบโจทย์วัฒนธรรมอาหาร ทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดให้สหรัฐฯ แม้จะมีคู่แข่งอย่างอินเดียและจีน แต่ข้าวไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมในสหรัฐฯ ได้ดี และมีโอกาสขยายตลาดทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และร้านอาหารร่วมกับผู้นำเข้า แต่ข้าวไทยมีคู่แข่งสำคัญ เช่น ข้าวบาสมาติ อินเดีย แลและข้าวจากจีน 

ทางด้าน  Krungthai COMPASS ประเมินสถานการณ์ข้าวไทย ว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาราคาส่งออกข้าวขาวไทยต่ำสุดในรอบ 15 ปี โดยปริมาณส่งออกข้าว และมูลค่าก็ลดลง โดยอุตสาหกรรมข้าวไทยอยู่ในช่วงขาลงชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาในตลาดส่งออกรุนแรงขึ้น หลังจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่กลับมาทำตลาดส่งออกข้าวอีกครั้งตั้งแต่เดือน ก.ย. 2567 จากที่ก่อนหน้ามีนโยบายจำกัดการส่งออก

คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมข้าวในปี 2569 จะอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ และกำไรของผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนี้อย่างธุรกิจโรงสีข้าว และผู้ส่งออกข้าว นอกจากนี้ ทิศทางราคาข้าวที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง ยังสร้างความเสี่ยงขาดทุนสต็อก ภายใต้แรงกดดันจากหลายความท้าทาย  5 เรื่องสำคัญ

1. การระบายสต็อกข้าวครั้งใหญ่ของอินเดียที่ทำให้เกิดปัญหาอุปทานล้นตลาด

2. ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศนำเข้าที่ลดลง จึงพึ่งพาการนำเข้าลดลง

3. สหรัฐฯ เร่งเจรจา คู่ค้าเปิดเสรีข้าว กระทบความสามารถในการแข่งขันข้าวไทย

4. ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่ายังซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออก

5. ข้าวไทยกำลังเสียเปรียบเวียดนามในการมุ่งสู่ตลาดข้าว Low-Emission

6. ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทย ที่ยังต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง กดดันต้นทุนยังคงสูงกว่าโดยเปรียบเทียบ

 ในประเด็นค่าเงินบาท Krungthai COMPASS  ระบุว่า หากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามหรืออินเดีย ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศหันไปซื้อจากแหล่งอื่นแทน

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.5 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงบวกและสะท้อนว่าค่าเงินบาทมีผลต่อการส่งออกข้าวของไทย 

ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลงกว่าที่ประเมินกันไว้

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง