รีเซต

“วิกฤตซ้อนวิกฤต” เขย่าข้าวไทยส่งออกทรุด

“วิกฤตซ้อนวิกฤต” เขย่าข้าวไทยส่งออกทรุด
TNN ช่อง16
29 มิถุนายน 2569 ( 13:34 )
8

ตั้งแต่ต้นปี 2569 สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ว่า ปริมาณการส่งออกข้าวไทยปีนี้น่าจะต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี สอดคล้องกับกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปีนี้อยู่ที่ 7 ล้านตัน จาก 7.9 ล้านตันในปี 2568  และ 9.9 ล้านต้น, 8.76 ล้านต้น, 7.9 ล้านตัน ในปี 2567,2566 และ 2565 ตามลำดับ 

และล่าสุดในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม–พฤษภาคม 2569)  ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 10.75 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยราวปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมดในปี 2568 

เนื่องจากไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด 

Krungthai COMPASS  ระบุว่า ปัญหาสงครามตะวันออกกลางไม่ได้สร้างผล กระทบต่อการส่งออกข้าวไทยในมิติ Logistic Disruption เท่านั้น แต่จะจุดชนวนให้อุตสาหกรรมข้าวไทยเผชิญ “Twin Crisis” ซ้ำเติมปัญหาด้านความสามารถในการแข่งในตลาดส่งออก

สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จนถึงปี 2570  Krungthai COMPASS  อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน (Twin Crisis) กดดันให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

1. ด้าน Supply Side อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาด้านอุปทานที่จำกัด (Supply Crisis)จากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ภาวะเอลนีโญกำลังกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น

Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30-50 เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยซึ่งจะกระทบผลผลิตต่อไร่ และส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงราวร้อยละ 1.5-2.5  สอดคล้องกับงานศึกษาของฟิลิปปินส์ โดย ADB ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 30-100 จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลงร้อยละ 0.4-1.8 

นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยค่า SOI ซึ่งแสดงความรุนแรงของเอลนีโญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตข้าวไทยราว 0.44 สะท้อนว่าเอลนีโญที่รุนแรงมีแนวโน้มกดดันผลผลิตข้าวไทยลดลง

2. ด้าน Demand Side โลกกำลังซื้อข้าวจากไทยน้อยลง เพราะไทยแข่งขันได้ยากขึ้น เนื่องจากอินเดียจะยังเป็นผู้นำการส่งออกข้าวของโลก จากราคาที่สามารถแข่งขันได้ กดดันความ ต้องการนำเข้าข้าวไทยในตลาดโลก

โดย USDA คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ราว 25 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 YoY จากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งสต็อกข้าวที่มีอยู่จำนวนมากและผลผลิตใหม่ที่ยังขยายตัว 

แม้อินเดียจะเผชิญความเสี่ยงเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ด้วยแนวโน้มฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติยังช่วยหนุนการเพาะปลูกข้าวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค จึงมีโอกาสไม่มากที่อินเดียจะกลับมาระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง

นอกจากนี้ "ค่าเงินบาท" เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่มองว่า หากเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้ตั้งราคาส่งออกลำบากและแพงกว่าคู่แข่ง โดยหากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่า ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทน 

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.6 ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลง


สำหรับทิศทางการส่งออกข้าวไทยปี 2569   Krungthai COMPASS  ได้จัดทำ Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. กรณี Base Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลางและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 70 จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้ ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 20 YoY  ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 YoY 

กรณีนี้คาดว่าในปี 2569 จะส่งออกข้าวได้ราว 6.7 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 15 YoY ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรงจากอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักได้ราว 1 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนปริมาณการส่งออกให้ปรับเพิ่มขึ้นได้บางส่วน

2. กรณี Worst Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรงและสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 100 และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลงร้อยละ 21 YoY ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 หรือลดลงร้อยละ 3YoY 

กรณีนี้คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 6.3 ล้านตันในปี หรือลดลงร้อยละ 20 YoY และลดลงต่อเนื่องสู่ 6.1 ล้านตันในปี 2570 หรือลดลงร้อยละ 4 YoY จากผลกระทบของภาวะเอลนีโญที่ทำให้ผลผลิตข้าวไทยลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวไปยังอิรักราว  1 ล้านตัน

3. กรณี Best Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อนและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 40 จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 19%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 YoY


กรณีนี้ คาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.6 ล้านตันในปี 2569 หรือลดลงร้อยละ 3%YoY ก่อนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 7.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดีย รวมถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักราว 0.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัวในปี 2570 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อย

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS มองว่าอุตสาหกรรมข้าวไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นจากทั้งการแข่งขันในตลาดข้าวโลกมีความเข้มข้นมากขึ้น ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึง ปัญหา Climate Risk ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

โดยอาจปรับตัวจากการแข่งขันด้านปริมาณ (Mass) สู่การแข่งขันด้านมูลค่าเพิ่ม (Value-based Competition) ผ่านการพัฒนาข้าวคุณภาพสูง ข้าว GI ข้าวสุขภาพ ข้าว Low-Emission รวมถึง การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหาร จัดการน้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ในระยะยาว

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินนโยบายเชิงรุกในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยให้ได้ตามเป้าหมาย โดยการขยายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคดังกล่าว 

โดยในเร็ว ๆ นี้กระทรวงพาณิชย์จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรูเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้หารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและอุปทูตในภูมิภาคลาตินอเมริกาเพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยแล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน ขณะเดียวกันได้วางแผนเปิดเกมรุกนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ล่าสุดได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 7–10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 10.75 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าไทยยังสามารถขยายการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวสำคัญ 2 อันดับแรกของไทย และยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่ท้าทาย ทำให้ทั้งปีนี้ยังมีโอกาสส่งออกข้าวไทยได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง