รีเซต

สหรัฐฯ vs เวเนซุเอลา เดินหน้าสู่สงคราม อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?

สหรัฐฯ vs เวเนซุเอลา เดินหน้าสู่สงคราม อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?
TNN ช่อง16
4 มกราคม 2569 ( 13:00 )
13

เกิดอะไรขึ้น?


ช่วงกลางดึกวันที่ 3 มกราคม มีรายงานว่า สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายทางทหารหลายแห่งในกรุงการากัส รวมถึงฐานทัพ Generalissimo Francisco de Miranda Air Base มีเสียงระเบิดราวเวลา 01.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและควันลอยเหนือย่านที่อยู่อาศัย

ไม่นานหลังจากนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้ควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นภารกิจร่วมของกองทัพและหน่วยบังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ และนิยามรัฐบาลเวเนซุเอลาว่าเป็น “การก่อการร้ายด้านยาเสพติด” (Narco-Terrorism)

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทรัมป์ได้โพสต์ภาพลงบน Truth Social ซึ่งเขาระบุว่าเป็นภาพมาดูโรอยู่บนเรือรบสหรัฐฯ USS Iwo Jima กำลังมุ่งหน้ามานิวยอร์ก

ปฏิบัติการนี้คืออะไร? และดำเนินการอย่างไร?

ตามรายงานของ CNN โดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รัฐบาลทรัมป์เริ่มวางแผนปฏิบัติการนี้ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม และดำเนินการภายใต้ความลับสูงสุด

แหล่งข่าวบอกกับ CNN ว่า มาดูโรและภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ถูกกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ลากตัวออกจากห้องนอนระหว่างการเข้าจับกุม รายละเอียดนี้สะท้อนว่าปฏิบัติการไม่ได้เป็นเพียงการโจมตีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น ปฏิบัติการจับกุมผู้นำรัฐภายในอธิปไตยของประเทศอื่น

ทรัมป์กล่าวว่าเขาติดตามปฏิบัติการแบบเรียลไทม์จากที่พักมาร์-อา-ลาโก ร่วมกับนายพลระดับสูง และยอมรับว่ามีทหารอเมริกันบาดเจ็บจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ถูกยิง แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตและไม่มีอากาศยานสูญหาย

หากข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ยืนยันได้ ปฏิบัติการนี้จะนับเป็นหนึ่งในกรณีที่หาได้ยากมากในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่กองกำลังสหรัฐฯ จับกุมผู้นำประเทศที่ยังดำรงตำแหน่ง โดยไม่มีการประกาศสงครามหรือมติรองรับจากสหประชาชาติ

ทำไมการยกระดับครั้งนี้จึงสำคัญ?

ปฏิบัติการการากัสไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ขยายกำลังทหารในทะเลแคริบเบียนภายใต้ปฏิบัติการที่ชื่อว่า “Operation Southern Spear” ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน โดรน เรือดำน้ำ และเครื่องบินขับไล่เข้าพื้นที่ พร้อมดำเนินการโจมตีเรือที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด นับตั้งแต่เดือนกันยายน มีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการลักษณะนี้ราว 105-115 คนขึ้นไป จากการประเมินของสื่อและนักวิเคราะห์อิสระ

นักกฎหมายระหว่างประเทศวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่อง “follow-on strikes” หรือการโจมตีซ้ำสองต่อผู้รอดชีวิตจากเรือที่ถูกทำลายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 ซึ่งขัดต่อคู่มือกฎหมายการสงครามของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน วอชิงตันยังเพิ่มแรงกดดันด้านพลังงานด้วยการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันและคงมาตรการคว่ำบาตรที่ทำให้การส่งออกน้ำมันของประเทศที่มีสำรองมากที่สุดในโลกแทบเป็นอัมพาต

การผสานกำลังทหาร + พลังงาน คือเหตุผลที่ทำให้การยกระดับครั้งนี้เปราะบางอย่างยิ่ง

ทำไมถึงจบรวดเร็ว? กรอบกติกาการใช้กำลังใด?

เมื่อถามถึงสิทธิอันชอบธรรมใดที่สหรัฐฯ จะใช้ในการเปิดปฏิบัติการบุกรัฐอธิปไตย ท่ามกลางหลายฝ่ายที่มองว่า นี่คือการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน 

ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ หลักพื้นฐานคือ รัฐสมาชิกต้องงดเว้นการใช้กำลังต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐอื่น

เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายระหว่างประเทศยอมรับอย่างจำกัดจริงๆ

โดยทั่วไป การใช้กำลังในดินแดนของรัฐอื่น “ชอบด้วยกฎหมาย” ได้เพียงสองกรอบหลัก

กรอบแรก คือ ได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ภายใต้บทบัญญัติเรื่องการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

พูดง่ายๆ คือ ต้องมีมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC ให้ใช้กำลังได้

กรอบที่สอง คือ สิทธิการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ซึ่งไม่ใช่ “บัตรผ่าน” ใช้กำลังได้ตามใจ

แต่มีเงื่อนไขสำคัญอย่างน้อย 3 ชั้นที่ถูกจับตาเสมอ

1. ต้องมีเหตุให้เชื่อได้ว่าเกิด การโจมตีด้วยอาวุธ หรือภัยคุกคามที่ “ใกล้จะเกิดขึ้นจริง”

2. การใช้กำลังต้อง จำเป็น และ ได้สัดส่วน กับภัยคุกคาม

และ 3. ตามหลักของกฎบัตร สหรัฐฯ ต้องแจ้งต่อคณะมนตรีความมั่นคงฯ ว่าปฏิบัติการเกิดขึ้นภายใต้สิทธิการป้องกันตนเอง

นี่คือเหตุผลที่ปฏิบัติการอย่าง “การโจมตีในเมืองหลวงของรัฐอื่น” หรือ “การอ้างการจับกุมผู้นำรัฐ” จะถูกตั้งคำถามทันทีว่า เข้าหลัก “จำเป็น-ได้สัดส่วน” หรือไม่ และภัยคุกคามที่อ้างนั้นชัดเจนระดับไหน

ส่วนการเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ไม่ได้ให้สิทธิ์พิเศษในการใช้กำลังโดยไม่ต้องรับผิด แต่ให้เพียงอำนาจทางการเมืองในการใช้วีโต้เท่านั้น

เวเนซุเอลาหลังมาดูโรจะเป็นอย่างไรต่อไป?


ทันทีหลังคำกล่าวอ้างเรื่องการควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มองบทบาทของตนเองเพียงในฐานะผู้ใช้กำลังทางทหาร แต่กำลังขยับเข้าสู่การมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของเวเนซุเอลาในระยะสั้น ซึ่งโดยตัวมันเองถือเป็นการยกระดับสถานการณ์จาก “ปฏิบัติการทางทหาร” ไปสู่ “การจัดการทางการเมืองหลังการใช้กำลัง”

ทรัมป์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และรัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ จะทำงานร่วมกับ “ทีม” เพื่อช่วยดูแลประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยกล่าวตรงไปตรงมาว่า “เราจะเป็นฝ่ายบริหารมันไปช่วงหนึ่ง” พร้อมให้เหตุผลว่า วอชิงตันไม่สามารถปล่อยให้มีผู้นำคนใหม่เข้ามาสืบทอด “โครงสร้างแบบเดิมของมาดูโร” ได้ อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ยังปราศจากรายละเอียดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกรอบกฎหมาย ระยะเวลา อำนาจหน้าที่ที่แท้จริง หรือฐานความชอบธรรมในระดับนานาชาติที่รองรับบทบาทดังกล่าว

ถ้อยแถลงเหล่านี้ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “มาดูโรถูกจับจริงหรือไม่” แต่คือ “ใครมีอำนาจปกครองเวเนซุเอลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน และอำนาจนั้นมาจากไหน” เพราะในขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเรื่องการมีส่วนร่วมโดยตรง ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา มารีอา โครินา มาชาโด ได้เรียกร้องให้แต่งตั้ง เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครฝ่ายฝ่ายค้าน ขึ้นเป็นผู้นำประเทศโดยชอบธรรม มุมมองนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวเวเนซุเอลาในต่างแดนและบางรัฐบาลที่ไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโรมานานแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างรัฐของเวเนซุเอลายังไม่ได้ล่มสลาย รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลายืนยันว่า มาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดีตามกฎหมาย และเรียกร้องให้ส่งตัวกลับประเทศ ซึ่งสะท้อนว่า สถาบันหลักของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ หน่วยความมั่นคง หรือโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐ ยังอาจคงอยู่ภายใต้ความจงรักภักดีเดิม นี่คือจุดเริ่มต้นของ “วิกฤตความชอบธรรมคู่ขนาน” ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างอำนาจจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ และอีกฝ่ายอ้างอำนาจจากอธิปไตยของรัฐและการควบคุมสถาบันภายในประเทศ

นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่านี่คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของกระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ ไม่ใช่ตอนที่ผู้นำถูกโค่นล้ม แต่คือช่วงหลังจากนั้น ก่อนจะมีกรอบเปลี่ยนผ่านที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หากไม่มีแผนการเมืองที่ชัดเจนและได้รับการรับรองจากทั้งภายในประเทศ ภูมิภาค และองค์กรระหว่างประเทศ เวเนซุเอลาอาจเผชิญภาวะสุญญากาศทางอำนาจ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดความวุ่นวายภายใน การแตกตัวของกลุ่มอำนาจ และการแทรกแซงจากภายนอกในระยะยาว

ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในเวเนซุเอลา ความไม่มั่นคงอาจลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะโคลอมเบียและภูมิภาคแคริบเบียน ผ่านการอพยพ การลักลอบค้าอาวุธ และความตึงเครียดด้านความมั่นคง ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าจะมีบทบาทต่อเนื่อง โดยไม่ตัดความเป็นไปได้ของการใช้กำลังภาคพื้นดิน และพูดถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันด้วยเงินจากบริษัทเอกชน ยิ่งตอกย้ำว่า วอชิงตันอาจกำลังมองเวเนซุเอลาในฐานะ “โครงการระยะกลางถึงยาว” มากกว่าปฏิบัติการฉับไวแล้วถอนตัว

ชะตากรรมของมาดูโรและภรรยา

หลังปฏิบัติการโจมตีในกรุงการากัส สาระที่ทำให้สถานการณ์ลุกลามจาก “ปฏิบัติการทางทหาร” ไปเป็น “วิกฤตกฎหมายระหว่างประเทศ” คือคำกล่าวอ้างของทรัมป์ว่า มาดูโรถูกควบคุมตัว และจะถูกนำตัวขึ้นศาลในสหรัฐฯ เพื่อเผชิญข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธ 

อย่างไรก็ตาม ณ จุดที่เรื่องนี้อ่อนไหวที่สุด คือจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเอกสารศาลที่เปิดเผยต่อสาธารณะให้ตรวจสอบได้อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นคำฟ้องล่าสุด หมายจับที่ใช้ในปฏิบัติการ เอกสารการส่งตัวผู้ต้องหา หรือการระบุเขตอำนาจศาลและฐานทางกฎหมายที่รองรับการควบคุมตัวผู้นำต่างประเทศในลักษณะนี้ ความเงียบเชิงเอกสารจึงทำให้ “ภาพเล่าเรื่อง” ของฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็น “ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้” ในทางกฎหมายและทางการทูต

ประเด็นแรกที่โลกต้องจับตาคือ สหรัฐฯ จะวางมาดูโรไว้ในสถานะใด เพราะเส้นทางทางกฎหมายมีได้หลายแบบ และแต่ละแบบมีผลทางการเมืองต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

หากสหรัฐฯ เลือกเดินเส้นทาง “กระบวนการยุติธรรมแบบพลเรือน” มาดูโรจะถูกปฏิบัติในฐานะจำเลยในคดีอาญา นั่นหมายถึงต้องมีการแสดงฐานอำนาจศาล ขั้นตอนการควบคุมตัว การนำตัวขึ้นศาลครั้งแรก สิทธิในการมีทนาย และกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานตามมาตรฐานศาลสหรัฐฯ 

แต่ถ้าเดินเส้นทาง “ความมั่นคง” หรือถือเป็นปฏิบัติการทางทหารต่อสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกว่า “การก่อการร้ายด้านยาเสพติด” (Narco-Terrorism) ก็จะนำไปสู่อีกชุดคำถามทันทีว่า มาดูโรจะถูกปฏิบัติในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญา หรือถูกจัดเป็นบุคคลในบริบทความขัดแย้งที่ใช้กฎหมายสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในทางปฏิบัติอาจโยงไปถึงการควบคุมตัวในระบบทหารหรือมาตรการพิเศษบางรูปแบบ 

ความต่างของสองทางนี้คือ ทางแรกต้องยืนบน “หลักฐานและกระบวนการ” อย่างเข้มงวด ส่วนทางหลังเสี่ยงต่อ “แรงเสียดทานทางกฎหมายระหว่างประเทศ” หนักกว่าเดิม เพราะจะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมของการใช้กำลัง การลักพาตัวเชิงอธิปไตย และการปฏิบัติต่อบุคคลที่ยังมีสถานะผู้นำรัฐตามการรับรู้ของฝ่ายหนึ่ง

ประเด็นที่สองซึ่งเป็นแกนกลางของความซับซ้อน คือเรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของผู้นำรัฐในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยทั่วไป ผู้นำประเทศที่ดำรงตำแหน่งมักได้รับความคุ้มกันระดับสูงในเวทีต่างประเทศ โดยเฉพาะต่อกระบวนการทางกฎหมายของรัฐอื่น 

แต่ในกรณีนี้ ความจริงทางการเมืองทำให้ภาพไม่เป็นเส้นตรง เพราะสหรัฐฯ ไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลมาดูโรในบางช่วงและบางบริบทมาโดยตลอด ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลาและประเทศพันธมิตรจำนวนหนึ่งยังยืนยันสถานะของเขาในฐานะประมุขรัฐ หากสหรัฐฯ ดำเนินคดีในศาลพลเรือน ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอการโต้แย้งว่า “ศาลมีอำนาจเหนือผู้นำรัฐต่างประเทศหรือไม่” และการควบคุมตัวได้มาจากวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 

นี่คือจุดที่เรื่องจะไม่ใช่แค่การต่อสู้ในห้องพิจารณาคดี แต่จะกลายเป็นการต่อสู้ระหว่าง “ข้ออ้างด้านความมั่นคงของรัฐมหาอำนาจ” กับ “หลักอธิปไตยของรัฐภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ” ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศจึงจะจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอาจกลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้ชาติอื่นอ้างตามในอนาคต

ประเด็นที่สามคือชะตากรรมของซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของมาดูโร ซึ่งยิ่งคลุมเครือกว่า เพราะแม้จะถูกกล่าวอ้างว่าอยู่ในการควบคุมตัวพร้อมกัน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเธอถูกควบคุมตัวในฐานะใด เป็นเพียง “ผู้ติดตาม/ผู้ร่วมอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ” หรือถูกมองเป็น “ผู้เกี่ยวข้อง” ในคดีอาญาหรือความมั่นคง หากสหรัฐฯ จะคุมตัวเธอภายใต้ข้อหา ก็จำเป็นต้องเปิดเผยฐานข้อกล่าวหา หลักฐาน และสิทธิขั้นพื้นฐานตามกระบวนการ 

แต่หากไม่มีข้อหาและยังถูกควบคุมตัว ก็จะทำให้เกิดคำถามทางกฎหมายที่หนักขึ้นอีกว่าการควบคุมตัวบุคคลต่างชาติในน่านน้ำ/เขตอำนาจสหรัฐฯ ถูกทำภายใต้ฐานใด และสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ รวมถึงจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูต เพราะฝ่ายเวเนซุเอลาจะใช้ประเด็น “ครอบครัวผู้นำ” เป็นสัญลักษณ์การรุกรานและการละเมิดศักดิ์ศรีชาติได้ง่ายมาก

ทั้งหมดนี้ทำให้ “คำถามถัดไป” ที่สำคัญกว่าคำถามว่าจับได้จริงหรือไม่ คือหากจับจริง สหรัฐฯ จะทำให้เรื่องนี้เข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้อย่างไร และจะยอมเปิดพื้นที่ให้สังคมโลกตรวจสอบ “กติกา” ที่ใช้กับผู้นำรัฐต่างประเทศหรือไม่ เพราะหากไม่มีเอกสารศาล ไม่มีรายละเอียดการควบคุมตัว และไม่มีกรอบกฎหมายที่อธิบายได้ต่อสาธารณะ เรื่องจะถูกอ่านในโลกการเมืองระหว่างประเทศว่าเป็น “การจับกุมแบบอำนาจนำ” มากกว่าการบังคับใช้กฎหมาย 

และเมื่อถูกอ่านเช่นนั้น ผลสะเทือนจะไม่จำกัดอยู่แค่เวเนซุเอลา แต่จะกระทบความเชื่อมั่นต่อระเบียบโลกที่ยึดหลักกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามสหรัฐฯ ใช้เรื่องนี้เป็นหลักฐานเชิงโฆษณาชวนเชื่อว่า สหรัฐฯ ใช้มาตรฐานสองชั้นและพร้อมข้ามเส้นอธิปไตยเมื่อเห็นว่าได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์

สหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงโลก?

ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจโดยตรงหรือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกว่า วอชิงตันพร้อมขยับข้ามกรอบการกดดันแบบเดิมที่อาศัยมาตรการคว่ำบาตร การทูต และแรงกดดันผ่านตัวแทน ไปสู่การใช้กำลังโดยตรงในระดับที่ลึกและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น หากมองว่าผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตนเองถูกคุกคาม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการกับรัฐบาลที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ แต่กรณีเวเนซุเอลาได้แสดงให้เห็นว่า วอชิงตันกำลังเปิดพื้นที่ใหม่ของการดำเนินนโยบาย ซึ่งรวมถึงการยอมรับอย่างเปิดเผยว่า “การจับกุมผู้นำรัฐ” สามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือของรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศได้ ไม่ใช่เพียงในบริบทการต่อต้านการก่อการร้ายแบบเดิม แต่ในบริบทของการจัดระเบียบอำนาจรัฐของประเทศอื่นด้วย

นอกจากนี้ ปฏิบัติการครั้งนี้ยังสะท้อนการผสานเหตุผลด้านพลังงานและการปราบปรามยาเสพติดเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น สหรัฐฯ ไม่เพียงอ้างกรอบ “การก่อการร้ายด้านยาเสพติด” (Narco-Terrorism) เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง แต่ยังดำเนินการควบคู่กับการสกัดเส้นทางน้ำมัน การยึดเรือบรรทุกน้ำมัน และการส่งสัญญาณเรื่องการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานภายใต้การดูแลของตนเอง สิ่งนี้ทำให้หลายประเทศตีความว่า ความมั่นคงด้านพลังงานและการบังคับใช้กฎหมายข้ามชาติ กำลังถูกหลอมรวมเป็นเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์เดียวกัน ซึ่งสามารถถูกใช้เพื่อรองรับการแทรกแซงในระดับรัฐได้

สำหรับผู้สนับสนุนสหรัฐฯ ปฏิบัติการนี้ถูกมองว่าเป็นการสร้างแรงยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน เป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติหรือท้าทายระเบียบที่สหรัฐฯ สนับสนุนว่า วอชิงตันพร้อมใช้มาตรการที่รุนแรงและตรงเป้าหมายมากกว่าที่เคย และไม่จำเป็นต้องรอการรับรองจากกลไกพหุภาคีที่เคลื่อนไหวช้า

สถาบันวิจัยด้านกิจการระหว่างประเทศอย่าง Chatham House วิเคราะห์ว่า ในสายตาของนักวิจารณ์และหลายประเทศในโลกกำลังพัฒนา นี่คือสัญญาณของการหวนกลับไปสู่ลัทธิแทรกแซงฝ่ายเดียว (unilateral interventionism) ที่อาศัยอำนาจเหนือกว่าในการกำหนดชะตากรรมของประเทศอื่น โดยลดบทบาทของกฎหมายระหว่างประเทศและสถาบันพหุภาคีให้เหลือเพียงกรอบอ้างอิงเชิงวาทกรรม มากกว่าข้อจำกัดที่มีผลผูกพันจริง ความกังวลหลักคือ หากแนวปฏิบัตินี้กลายเป็นบรรทัดฐาน จะเปิดช่องให้รัฐมหาอำนาจอื่นอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรืออาชญากรรมข้ามชาติเพื่อใช้กำลังในลักษณะเดียวกัน

ในบริบทนี้ ข้อถกเถียงจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวเนซุเอลา แต่ขยายไปถึงคำถามพื้นฐานของระเบียบโลกหลังสงครามเย็นว่า ใครเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งของความชอบธรรมในการใช้กำลัง และกติกาสากลยังมีน้ำหนักเพียงใดเมื่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจถูกวางไว้บนโต๊ะ การตอบคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ปฏิบัติการต่อเวเนซุเอลาจะถูกจดจำในฐานะ “ข้อยกเว้นเฉพาะกรณี” หรือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่การใช้กำลังและการเมืองด้านพลังงานถูกผูกเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้นในเวทีโลก

ท้ายที่สุดแล้ว การโจมตีทางอากาศ คำอ้างการจับกุมผู้นำ การยึดน้ำมัน และการพูดถึงการกำกับประเทศอื่น ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ความมั่นคงของภูมิภาคไปแล้ว

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลาที่เดียว แต่คือคำถามที่ถูกส่งต่อในวงกว้างว่า อำนาจถูกใช้โดยใคร ความชอบธรรมถูกกำหนดอย่างไร และกติกาโลกยังมีความหมายแค่ไหนในโลกนี้ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง