สรุปดราม่าศึกเคลม “ข้าวเหนียวมะม่วง” ย้อนดูประวัติศาสตร์ ใครเป็นคิดค้น?

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อเมนูของหวานระดับไอคอนิกอย่าง “ข้าวเหนียวมะม่วง” (Mango Sticky Rice) กลายมาเป็นชนวนเหตุในศึกแย่งชิงวัฒนธรรมข้ามพรมแดน หลังเชฟชาวลาวรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ไปออกรายการทีวี แล้วระบุว่าเมนูนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศลาว พร้อมอ้างบริบทดั้งเดิมว่าภาคอีสานเคยเป็นส่วนหนึ่งของลาว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งงานนี้แม้แต่ชาวลาวเองก็ยังไม่เห็นด้วย!
ชาวเน็ตไทยโต้กลับ ข้าวเหนียวไม่เถียง แต่ “กะทิ” เอามาจากไหน?
จากประเด็นดราม่าดังกล่าว ชาวเน็ตไทยตั้งข้อสังเกตและโต้กลับอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องของวัตถุดิบ เรื่องข้าวเหนียวไม่ติด แต่ว่าองค์ประกอบสำคัญของเมนูนี้คือ "น้ำกะทิ" ที่คั้นมาจากมะพร้าว ซึ่งในอดีตมะพร้าวเป็นพืชที่ขึ้นตามชายทะเลและพื้นที่เขตร้อนชื้น แต่ประเทศลาวไม่มีพื้นที่ติดชายทะเล จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าถึงและคิดค้นกรรมวิธีการปรุงอาหารด้วยกะทิสดจนเป็นเมนูประจำชาติ ส่งผลให้ทัวร์ลงเพจ LAOSD อย่างหนักจนแอดมินต้องปิดคอมเมนต์ใต้คลิปดังกล่าว
หรือว่า “ข้าวเหนียวมะม่วง กับ บักม่วงยัดโบก” เป็นชนวนสร้างความสับสน?
กระแสตีกลับครั้งนี้ไม่ได้มาจากคนไทยเท่านั้น แต่อินฟลูเอนเซอร์และชาวเน็ตฝั่งลาวหลายคนได้ออกมาช่วยชี้แจงเพื่อลดความขัดแย้ง โดยมองว่าดราม่านี้น่าจะเกิดจากความสับสนระหว่างขนมหวานของไทย กับเมนูพื้นบ้านของลาวและอีสานที่เรียกว่า “บักม่วงยัดโบก”
ความแตกต่างที่ชัดเจน ของ บักม่วงยัดโบก (วิถีลาว/อีสาน) คือการนำข้าวเหนียวนึ่งธรรมดา (ไม่ได้มูนกะทิ) ยัดใส่เข้าไปในผลมะม่วงสุกแล้วตัดทานคู่กัน ถือเป็นอาหารหลักประทังท้องในวิถีชาวบ้าน แต่ ข้าวเหนียวมะม่วง (ตำรับไทย) มีกรรมวิธีที่ซับซ้อนกว่า โดยต้องนำข้าวเหนียวมามูนกับกะทิ น้ำตาล และเกลือ ทานคู่กับมะม่วงสุกและราดกะทิข้น มีสถานะเป็น "ของหวาน"
พูดได้ว่าคนลาวกินข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหาร แต่ คนไทยกินเป็นขนมหวาน
ซึ่งคนลาวรุ่นใหม่หลายคนก็เข้ามาคอนเฟิร์มว่า ตั้งแต่โตมาในลาวก็ไม่เคยรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทยในฐานะอาหารดั้งเดิมของบ้านตัวเองเลย
ด้วยเหตุการณ์นี้ชาวเน็ตไทยจึงปลุกกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานไทย เร่งขึ้นทะเบียนเมนูนี้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ
เปิดประวัติศาสตร์ ข้าวเหนียวมะม่วง... ใครเป็นคนคิดค้น?
แม้จะไม่มีการบันทึกไว้ในพงศาวดาร หรือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจนว่าใครคือผู้คิดค้น "ข้าวเหนียวมะม่วง" เป็นคนแรก แต่หากแกะรอยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และตำราอาหารไทย จะพบว่าของหวานจานนี้มีพัฒนาการควบคู่กับวัฒนธรรมอาหารไทยมาอย่างยาวนาน โดยนักวิชาการด้านอาหารหลายท่านสันนิษฐานว่า "การมูนข้าวเหนียว" หรือการนำข้าวเหนียวมาคลุกเคล้ากับกะทิและน้ำตาล น่าจะแพร่หลายในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นยุคที่สยามอุดมสมบูรณ์ด้วยมะพร้าว น้ำตาล และข้าวเหนียว วัตถุดิบสำคัญของขนมไทยหลายชนิด
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ปรากฏหลักฐานใน "กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน" ที่กล่าวถึงการเสวยข้าวเหนียวมูนร่วมกับผลไม้ เช่น มะม่วงและลิ้นจี่ แม้จะไม่ได้กล่าวถึง "ข้าวเหนียวมะม่วง" ในฐานะชื่อของหวานโดยตรง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมการรับประทานข้าวเหนียวมูนคู่กับผลไม้รสหวานเป็นที่นิยมในราชสำนักไทยมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ครั้นถึงปี พ.ศ. 2451 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้มีการบันทึกสูตรและวิธีทำข้าวเหนียวมูน รวมถึงการรับประทานคู่กับมะม่วงสุกไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรใน "ตำราแม่ครัวหัวป่าก์" ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นตำราอาหารไทยสมัยใหม่เล่มแรกของประเทศ และถือเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงข้าวเหนียวมะม่วง แม้จะไม่ใช่หลักฐานที่ระบุว่าเป็นช่วงเวลาที่ของหวานชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นก็ตาม
ข้าวเหนียวมะม่วง ศักดิ์ศรีระดับสากล การันตีอันดับของหวานที่ดีที่สุดในโลก
ในเวทีระดับโลก ข้าวเหนียวมะม่วงไม่ได้มีดีแค่กระแส แต่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากนักชิมและสำนักข่าวระดับสากล
- อันดับ 2 ของโลก จาก TasteAtlas: เว็บไซต์คู่มือเดินทางและรีวิวอาหารชื่อดัง จัดให้ "Mango Sticky Rice" ของไทย ติดอันดับ 2 ในหมวดหมู่ ของหวานจากข้าวที่ดีที่สุดในโลก (Best Rice Puddings in the World)
- ติดทำเนียบ 50 ของหวานที่ดีที่สุดในโลกจาก CNN: สำนักข่าว CNN เลือกให้ข้าวเหนียวมะม่วงไทยติด 1 ใน World's 50 Best Desserts โดยยกย่องว่าเป็นความสมบูรณ์แบบในการผสมผสานระหว่างความนุ่มมันของกะทิและความหวานสดชื่นของผลไม้เขตร้อน
ศึกเคลมซอฟต์พาวเวอร์ข้ามพรมแดนในครั้งนี้ จึงยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำว่า "ข้าวเหนียวมะม่วง" คือผลผลิตทางวัฒนธรรมอาหารที่ตกผลึกจากภูมิปัญญาไทยแท้ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขาจนใครๆ ก็อยากจะเป็นต้นตำรับ!
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
