รีเซต

สาวบ้านแหลมทำบัตรประชาชนครั้งแรก หลังถูกไกด์จีนสวมรอย ทำชวดสิทธิรัฐ 17 ปี

สาวบ้านแหลมทำบัตรประชาชนครั้งแรก หลังถูกไกด์จีนสวมรอย ทำชวดสิทธิรัฐ 17 ปี
มติชน
17 กรกฎาคม 2563 ( 17:40 )
147
สาวบ้านแหลมทำบัตรประชาชนครั้งแรก หลังถูกไกด์จีนสวมรอย ทำชวดสิทธิรัฐ 17 ปี

ทำบัตร ปปช.ครั้งแรกคืนสิทธิ์ประชาชนไทยให้ สาวใหญ่ อ.บ้านแหลม หลังถูกไกด์สาวชาวจีนแอบอ้างสวมบัตรจนไม่สามารถใช้สิทธิ์ใดๆของรัฐได้มานาน 17 ปี

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ต.อ.ดุสิต วาลีประโคน ผกก.1 บก.ทท.3 พ.ต.ท.อภิรุ่ง เพียรมงคล สว.กก.3 บก. ทท.1 (ตำรวจท่องเที่ยวสนามบินสุวรรณภูมิ) พ.ต.ต.หญิง ณัชชารีย์ ศิริวารินทร์ สว.ฝอ.บก.ทท.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว นำ น.ส.สุทิน หรือจุก เกตุแก้ว อายุ 44 ปี อชาว ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เดินทางมายังสำนักทะเบียน ที่ว่าการอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี ขอเข้าทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นครั้งแรก หลังจากถูกผู้หญิงชาวจีนสวมบัตรประชาชนของตนเองเพื่อให้มีสัญชาติไทยและนำไปประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ ส่งผลทำให้นางสุทินซึ่งเป็นเจ้าของสถานะทางทะเบียนที่แท้จริงได้สูญเสียสถานะทางทะเบียนและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่สามารถใช้สวัสดิการใดๆของรัฐได้

พ.ต.ท.อภิรุ่ง กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 ขณะที่ตน พร้อมด้วย พ.ต.ต.หญิง ณัชชารีย์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ปฏิบัติหน้าที่ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ทำการตรวจบัตรของมัคคุเทศก์ และพบไกด์ทัวร์จีนหญิงคนหนึ่งที่ใช้บัตรมัคคุเทศก์ชื่อ น.ส.ทรรศนีย์ หรือปทุม เอี่ยมศรี มีลักษณะต้องสงสัยพูดภาษาไทยไม่ชัด เขียนภาษาไทยไม่ได้ และมีการขอทำบัตรประชาชนไทยครั้งแรกเมื่ออายุ 27 ปี ซึ่งผิดปกติวิสัยที่คนไทยต้องทำบัตรประชาชนตามกำหนด อายุ 15 ปี จึงทำการตรวจสอบทางทะเบียนราษฎร์ตามบัตรประชาชนพบมีชื่อในภูมิลำเนา อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี แต่เมื่อสืบสวนเชิงลึกสอบสวนชื่อบิดา-มารดาตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฏร์ และญาติกลับไม่มีผู้ใดรู้จัก และเมื่อสอบสวนถึงใบหน้าบิดา-มารดา ตามที่ปรากฏในทะเบียนราษฏร์ ไกด์ทัวร์จีนหญิงก็ไม่รู้จัก ตรวจ DNA ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำการสอบสวนอย่างละเอียด และ ไกด์ทัวร์จีนหญิงคนดังกล่าวได้สารภาพว่าเมื่อปี 2546 ได้ติดต่อกับเอเยนต์รายหนึ่งเพื่อสวมสิทธิ์ และทำบัตรบัตรประชาชนไทย เพื่อให้มีสัญชาติไทย และนำไปประกอบอาชีพเป็นมัคคุเทศก์ ปัจจุบันผ่านมา 17 ปี จึงไม่สามารถจำหมายเลขโทรศัพท์ ชื่อ หรือใบหน้าเอเยนต์รายดังกล่าวได้

พ.ต.ท.อภิรุ่ง กล่าวว่า กรณีดังกล่าวทำให้ น.ส.สุทิน เจ้าของสิทธิ์ตัวจริงได้สูญเสียสถานะทางทะเบียนและไม่มีบัตรประชาชนจนมาถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงทำการจับกุมเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมาย กระทั่งคดีสิ้นสุดลงสำนักทะเบียนกลางได้เพิกถอนสถานะทางทะเบียนของผู้ต้องหา และดำเนินการคืนสถานะทางทะเบียนที่แท้จริงให้แก่ผู้เสียหาย โดยเปลี่ยนชื่อจาก น.ส.สุทินมาใช้ชื่อทางทะเบียนที่แท้จริงซึ่งผู้ต้องหาจีนนำไปใช้ก่อนหน้านี้คือ น.ส.ปทุม เอี่ยมศรี

ด้าน น.ส.ประทิน หรือชื่อใหม่คือ น.ส.ปทุม ในปัจจุบัน กล่าวว่า เมื่อแรกเกิดมารดาคลอดตนออกมา นายสะเทื้อน เอี่ยมศรี อายุ 71 ปี ผู้เป็นบิดาของตนได้ไปแจ้งการเกิดของตนกับกำนันในขณะนั้นโดยไม่ได้แจ้งมารดาหรือญาติผู้ใดให้รับรู้ และบิดาของตนก็ไม่ได้ไปติดตามเรื่องว่ากำนันได้ส่งเรื่องการแจ้งเกิดไปทางอำเภอบ้านแหลมหรือยัง ประกอบกับต่อมาบิดาแยกทางกับมารดา ตนกับมารดาจึงไม่ทราบว่ามีการแจ้งเกิดชื่อตนไว้แล้ว และไม่ได้ดำเนินการใดๆต่อ กระทั่งเมื่อถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนลุงกับป้าที่เลี้ยงดูตนมาได้พาไปสมัครเรียนแต่เมื่อตรวจสอบทางทะเบียนราษฎร์กลับไม่มีชื่อของตน เมื่ออายุครบ 15 ปี ตนได้มาติดต่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนก็ไม่สามารถทำได้ จึงไม่เคยได้รับสิทธิ์ใดๆของรัฐใดๆ

“ที่ผ่านมาตนน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างมากไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมถึงทำบัตรประชาชนไม่ได้ทั้งที่มีหลักฐานการเกิด ได้แต่ปลงคิดว่าในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็จะอยู่อย่างนี้ไปจนตาย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวมาแจ้งว่าสามารถจับคนร้ายได้ จึงรู้ความจริงว่าถูกสวมสิทธิ์ วันนี้ตนได้สถานะทางทะเบียนราษฏร์ประชาชนไทยคืน ทำบัตรประชาชนได้ และได้สิทธิ์ต่างๆคืนมา ตนรู้สึกดีใจมากจากนี้ไปจะได้ใช้สิทธิ์ของรัฐได้เหมือนอย่างคนอื่นต่อไป”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง