รีเซต

นายกฯ สั่งคุมเข้มค้าน้ำมัน ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต้องรายงาน

นายกฯ สั่งคุมเข้มค้าน้ำมัน ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต้องรายงาน
TNN ช่อง16
20 มีนาคม 2569 ( 18:56 )
8

รัฐบาลยกระดับมาตรการดูแลสถานการณ์น้ำมันอีกขั้น หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพื่อรับมือความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งคำสั่งระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง จนกดดันราคาและส่งผลต่อประเทศผู้นำเข้าอย่างไทยโดยตรง 

สาระสำคัญของคำสั่งครั้งนี้ คือการบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ต้องเปิดเผยข้อมูลการขายอย่างละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ค้าที่ไม่ใช่โรงกลั่น ต้องรายงานการจำหน่ายเป็นรายลูกค้า และต้องแจ้งรายชื่อลูกค้าที่ซื้อน้ำมันเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ตามรูปแบบที่กรมกำหนด 

ในส่วนของผู้ค้าน้ำมันที่เป็นโรงกลั่น คำสั่งกำหนดให้รายงานปริมาณการผลิต ปริมาณน้ำมันที่อยู่ในครอบครอง ปริมาณการจำหน่าย ตลอดจนรายชื่อลูกค้าและปริมาณที่ขายให้ลูกค้าแต่ละรายทุกวันเช่นกัน ขณะเดียวกัน ผู้ค้าน้ำมันยังต้องติดประกาศราคาจำหน่ายในสถานประกอบการให้ประชาชนมองเห็นได้ชัด และต้องแจ้งกรมธุรกิจพลังงานทุกครั้งที่มีการปรับราคา 

คำสั่งยังอ้างถึงสถานการณ์ก่อนหน้านี้ว่ามีสถานีบริการและคลังน้ำมันจำนวนมากไม่มีน้ำมันจำหน่าย จนกระทบทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ รัฐบาลจึงใช้กฎหมายฉุกเฉินด้านการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเข้ามาควบคุมการกระจายสินค้าให้เข้มขึ้น โดยให้คำสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และให้ผู้ประกอบการปฏิบัติควบคู่กับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 ซึ่งออกไว้ก่อนหน้านี้เมื่อ 6 มีนาคม 2569 

ด้านการบังคับใช้ รัฐบาลมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานส่งข้อมูลที่ได้รับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางอีเมล เพื่อใช้ประกอบการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย 

ในทางปฏิบัติ คำสั่งนี้มีเป้าหมายหลัก 2 ด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือสกัดการกักตุนหรือกระจายน้ำมันผิดปกติในช่วงที่ตลาดเปราะบาง ด้านที่สองคือเพิ่มการมองเห็นข้อมูลการซื้อขายในระบบ เพื่อให้รัฐตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงได้เร็วขึ้น โดยเกณฑ์ “ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง” กลายเป็นจุดเฝ้าระวังสำคัญสำหรับผู้ค้ารายใหญ่และการซื้อในปริมาณผิดสังเกต 

สำหรับประชาชนทั่วไป คำสั่งนี้ยังไม่ใช่มาตรการจำกัดการซื้อน้ำมันหน้าปั๊มโดยตรง แต่เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ค้าต้นน้ำ-กลางน้ำเปิดข้อมูลมากขึ้น เพื่อให้รัฐติดตามเส้นทางการกระจายสินค้าได้ละเอียดกว่าเดิม ท่ามกลางภาวะที่ต้นทุนน้ำมันโลกยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง