“สหรัฐฯ-อิหร่าน” กลับไปนับหนึ่งใหม่? นักวิเคราะห์ ชี้ ต่างฝ่ายต่างหาทางลงไม่ได้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า การโจมตีครั้งล่าสุดเป็นการตอบโต้เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิต พร้อมกับย้ำอีกว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปเพื่อไม่ให้อิหร่านพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์
แม้การสู้รบจะทวีความรุนแรงขึ้น แต่ปรากฏว่า ทางการอิหร่านยืนยันว่า ยังมีการติดต่อกับสหรัฐฯ ผ่านประเทศตัวกลางอย่างต่อเนื่อง โดยเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า ได้รับสารจากรัฐบาลสหรัฐฯในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ยังยืนยันอีกด้วยว่า MOU 14 ข้อที่ทั้งสองฝ่ายลงนามไว้ “ไม่มีความคลุมเครือ” แต่ก็กล่าวหาสหรัฐฯ ด้วยว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง ซึ่งรัฐบาลเตหะรานย้ำว่า ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังเดินหน้าโจมตี อิหร่านก็จะตอบโต้ต่อไป
ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ยืนยันว่าได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน รวมถึงเมืองทาบริซ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เมืองแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายของกองทัพสหรัฐฯ
ส่วนสื่อทางการของอิหร่านรายงานว่า หลายพื้นที่ในจังหวัดบูเชห์ถูกโจมตีอีกระลอก ขณะที่รัฐบาลอิหร่านยืนยันว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ดาร์โควิน ถูกโจมตีโดยตรงเป็นครั้งแรก แม้จะไม่มีรายงานการรั่วไหลของกัมมันตรังสี เนื่องจากโรงไฟฟ้ายังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ดาร์โควินนี้ ถูกจับตาเป็นอย่างมาก เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยตรง
ก่อนหน้านี้ เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือศูนย์นิวเคลียร์นาทานซ์ / ฟอร์โดว์ / และศูนย์วิจัยอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการวิจัยด้านนิวเคลียร์
โรงไฟฟ้าดาร์โควินอยู่ตรงไหน?
โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ริมแม่น้ำคารูน ใกล้ชายแดนอิรัก และอยู่ในแนวพื้นที่ยุทธศาสตร์ของชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย
อิหร่านเริ่มก่อสร้างโครงการนี้ในปี 2022 และมีแผนเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ของประเทศ
โครงการนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติอิสลาม ปี 1979 เดิมทีฝรั่งเศสเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง ก่อนจะถอนตัวออกไปหลังปฏิวัติ ต่อมาจีนเข้ามารับช่วงต่อในช่วงทศวรรศ 1990 แต่ก็ยุติโครงการไป ก่อนที่อิหร่านจะมาพัฒนาต่อด้วยตัวเอง
นักวิเคราะห์มองว่า การโจมตีครั้งนี้สะท้อนว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่ “การทำลายโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน” โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานและการขนส่งของประเทศ
มาถึงคำถามสำคัญว่า สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านในเวลานี้กำลังย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้งหรือไม่…
นักวิเคราะห์จำนวนมากตอบกันว่า “ใช่” เพราะสิ่งที่ทั่วโลกเห็นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งได้เปลี่ยนจากการโจมตีตอบโต้แบบจำกัดวง ไปสู่การทำสงครามที่ขยายเป้าหมายมากขึ้น พื้นที่ตรงไหนที่ยังไม่เคยเป็นเป้า มาวันนี้กลับตกเป็นเป้าเป็นครั้งแรก
โรบิน ไรต์ นักวิเคราะห์ด้านต่างประเทศ จาก Wilson Center มองว่า แม้รัฐบาลทรัมป์จะประกาศมามากกว่า 30 ครั้งว่าสงครามใกล้ยุติ หรือประสบความสำเร็จแล้ว แต่ข้อเท็จจริงกลับตรงกันข้าม
นอกจากนี้ ไรต์ยังมองว่า ในเวลานี้นอกจาก “เป้าหมายของสงครามจะเปลี่ยนไปแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสหรัฐฯ ที่ขยายเป้าหมายการโจมตี และพื้นที่การสู้รบ ส่วนอิหร่านก็ตอบโต้กลับไปยังหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งคูเวต จอร์แดน บาห์เรน โอมาน และซาอุดีอาระเบีย
ซึ่งนั่นหมายความว่า สงครามในเวลานี้ไม่ใช่แค่เพียงการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพียงสองฝ่ายแล้ว แต่ยังส่อแววขยายไปสู่สงครามระดับภูมิภาคด้วย
ขณะที่ทางออกในเวลานี้ก็เริ่ม “มืดมน” ซึ่งแม้จะบอกว่า ยังมีการส่งสาร ติดต่อกันก็ตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากก็ไม่เชื่อว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ไรต์ ระบุว่า ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างก็ไม่ต้องการแบกรับต้นทุนของสงครามต่อไป ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียของกำลังพลหรือค่าใช้จ่ายทางทหาร
แต่ปัญหาที่น่ากังวลมากคือ “ไม่มีใครรู้ว่าจะเดินออกจากสงครามนี้อย่างไรดี”
โดยไรต์มองว่า สหรัฐฯ ยังไม่มี “Exit Strategy” หรือยุทธศาสตร์ถอนตัวที่ชัดเจน และสงครามครั้งนี้กำลังเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ตั้งแต่อัฟกานิสถาน และอิรัก จนถึงปัจจุบัน
ยิ่งเมื่อมีทหารอเมริกันเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะยิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้
และเมื่อเป้าหมายเปลี่ยน โดยยังไม่มีฝ่ายใดเห็นทางลง ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อและขยายวงกว้าง จึงมีมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้งในครั้งนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
