เห็นชอบกำหนด ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดต่ออันตราย

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่กรมควบคุมโรค สมฤกษ์ จึงสมาน ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พัฒนา พร้อมพัฒน์ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรคศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาให้เป็นโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อรองรับมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ต่อมา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 คณะผู้เชี่ยวชาญได้ประชุมพิจารณาและมีมติเห็นควรให้กำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถแพร่ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ โดยไวรัสบางชนิดสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ อีกทั้งยังเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่ทั่วโลกกำลังจับตา โดยการกำหนดครั้งนี้ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจจากไวรัสฮันตา (Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS) และกลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับอาการทางไต (Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome: HFRS)
ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่ออันตราย เพื่อเพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 ส่งผลให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคมีอำนาจตามกฎหมายในการสอบสวนโรค รวมถึงดำเนินมาตรการ เช่น การแยกกักหรือกักกัน เพื่อควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สำหรับอาการสำคัญของโรค ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย รวมถึงอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ขณะที่ผู้ป่วยอาการรุนแรงอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก ปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด ภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ เลือดออกผิดปกติ ไตวายเฉียบพลัน ระบบหายใจล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้
ด้านเกณฑ์การเฝ้าระวัง กำหนดให้ผู้ป่วยที่มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการเข้าข่าย และพบความผิดปกติทางคลินิกตามเกณฑ์ ต้องได้รับการรายงานภายใน 3 ชั่วโมง และลงสอบสวนโรคภายใน 12 ชั่วโมงหลังพบเหตุสงสัย ขณะที่ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะต้องกักตัวเป็นเวลา 42 วันนับจากวันสัมผัสครั้งสุดท้าย หากมีอาการต้องเข้าสู่กระบวนการแยกกักและตรวจหาเชื้อทันที
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังเตรียมยกระดับมาตรการควบคุมโรคใน 4 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังบริเวณช่องทางเข้า-ออกประเทศ การพัฒนาระบบห้องปฏิบัติการเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจวินิจฉัย การจัดทำแนวทางรักษาผู้ป่วยและป้องกันการติดเชื้อในสถานพยาบาล และการขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลทั่วประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากมีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะหรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง และมีอาการไข้สูงหรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดในวงกว้างต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
