รีเซต

“แมลงก้นกระดก” ช่วงหน้าฝน ชี้พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง

“แมลงก้นกระดก” ช่วงหน้าฝน ชี้พิษคล้ายกรดทำผิวไหม้พุพอง
TNN ช่อง16
10 กันยายน 2569 ( 09:39 )

แพทย์หญิงภาวดี ศึกษากิจ แพทย์ประจำศูนย์ผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย คือ หลายคนมักคิดว่าแผลพุพองที่เกิดขึ้น มาจากการถูกแมลงกัดหรือต่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการอักเสบทั้งหมดเกิดจากสารพิษที่เรียกว่า “พีเดอริน” (Pederin) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกรดและอยู่บริเวณก้นของแมลง โดยสารพิษนี้จะปล่อยออกมาเมื่อตัวแมลงถูกตบ บี้ บด หรือกดทับบนผิวหนังโดยไม่ตั้งใจ

โดยทั่วไป อาการจากพิษของแมลงก้นกระดกจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่จะเริ่มแสดงอาการภายใน 12 ถึง 48 ชั่วโมงหลังการสัมผัส ความรุนแรงของแผลจะขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ผิวหนังได้รับและบริเวณที่สัมผัส อาการเด่นที่สังเกตได้ ได้แก่ ผิวหนังจะเกิดผื่นแดงเป็นแนวยาวหรือเป็นเส้น ซึ่งมักเกิดจากการที่มือไปปัดหรือตบแล้วลากตัวแมลงไปตามผิวหนัง ร่วมกับอาการปวดแสบปวดร้อนอย่างรุนแรง จากนั้นจะเริ่มพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสและแผลพุพองคล้ายรอยไหม้ ซึ่งในบางรายอาจเข้าใจผิดว่าโดนน้ำร้อนลวกหรือสัมผัสสารเคมีมา นอกจากนี้ หลังจากที่ผื่นและแผลพุพองเริ่มหายดีแล้ว มักจะทิ้งรอยดำเอาไว้บนผิวหนัง ซึ่งต้องใช้เวลากว่าแปลจะค่อย ๆ จางลง


ความรุนแรงและอาการลุกลามของแผลจากแมลงชนิดนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวแมลงเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจัยสำคัญมาจาก “พฤติกรรมการดูแลแผลหลังสัมผัส” ของผู้ป่วยด้วย โดยสิ่งสำคัญ คือ ห้ามแกะตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผลเด็ดขาด เพราะการขยี้ซ้ำหรือการเจาะตุ่มน้ำจะทำให้พิษของแมลงกระจายตัวกว้างขึ้น ผิวหนังเกิดการอักเสบรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนทำให้แผลหายช้ากว่าเดิม นอกจากนี้ รอยไหม้จากแมลงก้นกระดกไม่ใช่ผื่นภูมิแพ้ทั่วไป จึงต้องได้รับการดูแลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแผลเป็นฝังลึก

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกวิธีเมื่อรู้ตัวว่าสัมผัสแมลงก้นกระดก 

รีบล้างผิวหนังบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันทีเพื่อลดปริมาณสารพิษตกค้าง 

ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งประคบบริเวณที่มีอาการครั้งละ 10 - 5 นาที ทุก ๆ 2 - 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนและลดอาการบวม 

ห้ามวางน้ำแข็งลงบนผิวหนังโดยตรง 

ในส่วนของการดูแลแผลที่มีตุ่มน้ำใสหรือแผลเปิด ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลแทน วันละ 1-2 ครั้ง แล้วซับให้แห้งเบา ๆ หลีกเลี่ยงการทาสิ่งที่จะทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น เช่น ยาหม่อง ยาดม แอลกอฮอล์ ยาสีฟัน หรือสมุนไพรต่าง ๆ และไม่ควรซื้อยาทาเองหรือใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการเริ่มรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากเผลอใช้มือที่ปนเปื้อนพิษไปขยี้ตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดให้ไหลผ่านดวงตาอย่างต่อเนื่อง 10 - 15 นาทีทันที เพราะพิษอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบรุนแรงได้


 


 

อย่างไรก็ตาม ผื่นจากแมลงก้นกระดกอาจมีลักษณะคล้ายโรคผิวหนังชนิดอื่น ๆ เช่น เริม ที่มักขึ้นเป็นกระจุก หรือ งูสวัด ที่ขึ้นตามแนวเส้นประสาท การสังเกตและแยกโรคด้วยตัวเองอาจไม่แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น หากพบว่าผื่นมีอาการลุกลามเป็นบริเวณกว้าง ปวดแสบปวดร้อนมาก มีตุ่มน้ำหลายจุด แผลเริ่มมีหนองหรือสงสัยว่าติดเชื้อ มีไข้ร่วมด้วย หรือผื่นเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าและใกล้ดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาที่ถูกต้องเหมาะสมทันที

“การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การลดโอกาสสัมผัสแมลงชนิดนี้ โดยเฉพาะในช่วงค่ำคืนของฤดูฝน ควรปิดมุ้งลวด ประตู และหน้าต่างให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการเปิดไฟสว่างจ้าใกล้ช่องทางเข้าบ้านเพื่อไม่ให้ดึงดูดแมลง ก่อนใช้งานเสื้อผ้า ผ้าขนหนู หรือเครื่องนอนที่ตากไว้นอกบ้าน ควรสะบัดอย่างแรงทุกครั้ง รวมถึงตรวจสอบหมอนและที่นอนก่อนเข้านอนเสมอ และหากบังเอิญพบแมลงก้นกระดกมาเกาะตามร่างกาย ห้ามตบหรือบี้เด็ดขาด ให้ใช้วิธีเป่าลมหรือปัดออกเบา ๆ เพื่อให้ตัวแมลงพ้นจากผิวหนังโดยที่ถุงพิษไม่แตกออก ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้รอดพ้นจากภัยเงียบของแมลงชนิดนี้ได้” แพทย์หญิงภาวดีกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง