รีเซต

“เอลนีโญ” ป่วนไทย ฝนยังต่ำกว่าค่าปกติ 10% เตือน “ฤดูฝน” ปีนี้จบเร็ว

“เอลนีโญ” ป่วนไทย ฝนยังต่ำกว่าค่าปกติ 10% เตือน “ฤดูฝน” ปีนี้จบเร็ว
TNN ช่อง16
11 กันยายน 2569 ( 11:00 )

สถานการณ์เอลนีโญเริ่มส่งผลให้สภาพอากาศของประเทศไทยแปรปรวนมากขึ้น ทั้งฝนตกหนักเฉพาะจุดในลักษณะ “เรนบอมบ์” เช่น เหตุการณ์ในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน ขณะเดียวกันบางพื้นที่กลับเผชิญฝนทิ้งช่วงและความแห้งแล้ง สะท้อนรูปแบบสภาพอากาศที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลปกติ


รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า อิทธิพลของเอลนีโญทำให้สภาพอากาศของไทยมีความแปรปรวนมากขึ้น โดยคาดว่าฤดูฝนปีนี้อาจสิ้นสุดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ฝนที่ตกหนักในช่วงนี้ไปจนถึงวันที่ 13 กันยายน อาจเป็นฝนระลอกสุดท้าย ก่อนที่ปริมาณฝนจะเริ่มลดลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน


ฝนสะสมยังต่ำกว่าค่าปกติ 10%

ข้อมูลปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-6 กันยายน พบว่า ฝนทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 10% โดยภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 30% ภาคกลางต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 19% และภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 14%


ขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนทั่วประเทศมีน้ำกักเก็บอยู่ประมาณ 69% ของความจุอ่างเก็บน้ำ และมีน้ำใช้การได้ประมาณ 55% โดย รศ.เสรี ระบุว่า ปริมาณน้ำต้นทุนปัจจุบันยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 4,000-5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้ยังเพียงพอรองรับฤดูแล้งหน้า แต่พื้นที่นอกเขตชลประทานยังมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำสูง


ปัจจัยที่ต้องจับตาคืออุณหภูมิที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากเอลนีโญ ซึ่งจะเพิ่มอัตราการระเหยของน้ำและทำให้สถานการณ์แล้งรุนแรงขึ้น โดย รศ.ดร.เสรี ประเมินว่า ความรุนแรงของเอลนีโญมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสถานการณ์ในช่วงปี 2015-2016 และปี 2024


เมื่อพิจารณาปริมาณน้ำกักเก็บรายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันตกมีน้ำมากที่สุด 84% รองลงมา ได้แก่ ภาคใต้ 65% ภาคเหนือ 64% ภาคตะวันออก 57% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53% และภาคกลาง 45%


EEC เร่งสำรองน้ำรับแล้ง

สำหรับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC สถานการณ์น้ำใน 3 อ่างเก็บน้ำหลัก พบว่า อ่างเก็บน้ำประแสร์มีน้ำ 71% อ่างเก็บน้ำบางพระ 52% และอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 50% โดยกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า ด้วยการผันน้ำเข้ามาเก็บสะสม เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง


นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันปริมาณฝนสะสมทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 10% กรมชลประทานจึงสั่งติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบริหารจัดการทั้งน้ำหลากในช่วงฤดูฝน และการสำรองน้ำสำหรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง


กรมชลประทานคาดว่า เมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศประมาณ 61,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 80% ของความจุ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้น้ำในฤดูแล้ง รวมถึงรองรับพื้นที่เพาะปลูกนาปรังที่คาดว่าจะมีประมาณ 4-5 ล้านไร่


อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังเฝ้าระวังเอลนีโญที่มีความชัดเจนมากขึ้น และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงกลางปี 2027 เนื่องจากมีแนวโน้มทำให้ฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 50-60%


นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่เศรษฐกิจ EEC โดยพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงน้ำระหว่างจังหวัด เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและโครงการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่กรมชลประทานยืนยันว่าแผนพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำที่มีอยู่ ยังสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำได้อย่างสมดุล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง