รีเซต

จับตา "พายุลูกใหม่" จ่อเข้าไทย 1-2 ลูก เตือน "ฝนถล่ม" หลายพื้นที่ยาวถึง 28 ก.ค.

จับตา "พายุลูกใหม่" จ่อเข้าไทย 1-2 ลูก เตือน "ฝนถล่ม" หลายพื้นที่ยาวถึง 28 ก.ค.
TNN ช่อง16
23 กรกฎาคม 2569 ( 08:36 )
19


กรมอุตุนิยมวิทยารายงานแนวโน้มสภาพอากาศประเทศไทยระหว่างวันที่ 23-28 กรกฎาคม 2569 โดยหลายพื้นที่ยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำรองรับฝนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงติดตามพายุหมุนเขตร้อนที่อาจเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคมประมาณ 1-2 ลูก

สถานการณ์ฝนในภาคเหนือส่งผลกระทบแล้วในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หลังวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เกิดฝนตกสะสมอย่างหนักบริเวณบ้านห้วยศ ตำบลท่าตอน ทำให้น้ำจากลำน้ำสาขาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำสูงประมาณ 10 เซนติเมตร ชาวบ้านต้องเร่งขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง

จากการตรวจสอบพบว่า เศษกิ่งไม้และวัสดุธรรมชาติจำนวนมากไหลไปกีดขวางทางน้ำ ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน เจ้าหน้าที่จึงนำเครื่องจักรเข้ากำจัดสิ่งกีดขวางและเปิดทางให้น้ำกลับมาไหลได้ตามปกติ

กระแสลมแรงยังทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่หักโค่นทับรถกระบะที่จอดอยู่ริมถนนได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมทำให้สายไฟฟ้าขาดและเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน ระดมกำลังพร้อมเลื่อยยนต์และเครื่องจักรเข้าตัดและเคลื่อนย้ายซากต้นไม้ออกจากรถและเส้นทางจราจร พร้อมประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่อายเข้าซ่อมแซมระบบไฟฟ้า เพื่อเร่งจ่ายกระแสไฟกลับคืนให้ประชาชน

หน่วยงานในพื้นที่ยังติดตามระดับน้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีโอกาสเกิดฝนตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ


 

ด้านนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำว่า ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ประเทศไทยมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของมรสุมและร่องมรสุมที่พาดผ่าน

สทนช.ยังประเมินว่า ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 2569 อาจมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 1-2 ลูก ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ แต่ทุกหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมรับฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งควบคู่กันไป

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศมีปริมาณน้ำสำรองรวมประมาณร้อยละ 56 ของความจุ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 2,600 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 8 แห่งที่ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงวิกฤต ได้แก่

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำประมาณร้อยละ 12 เขื่อนคลองสียัด ร้อยละ 14 เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ร้อยละ 24 เขื่อนนฤบดินทรจินดา ร้อยละ 24 เขื่อนน้ำพุง ร้อยละ 26 เขื่อนปราณบุรี ร้อยละ 26 เขื่อนมูลบน ร้อยละ 29 และเขื่อนขุนด่านปราการชล ร้อยละ 29

สทนช.จึงเร่งวางแผนกักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกเพิ่มขึ้น พร้อมประสานกรมชลประทานปรับลดการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำบางแห่ง และควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์สำรอง เพื่อรองรับความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปี โดยเดือนธันวาคมอาจมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติร้อยละ 47


สำหรับช่วงถึงวันที่ 25 กรกฎาคม ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

ทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 2 เมตร ขณะที่ทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร และสูงมากกว่า 2 เมตรในบริเวณฝนฟ้าคะนอง

ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านเมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้น

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม รวมทั้งติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

กรมอุตุนิยมวิทยายังติดตามหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีแนวโน้มพัฒนาเป็นพายุดีเปรสชัน และคาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนบนของประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงวันที่ 24-25 กรกฎาคม โดยต้องประเมินทิศทางและผลกระทบอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

พยากรณ์อากาศวันที่ 23 กรกฎาคม ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนร้อยละ 60 ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนร้อยละ 30 ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนร้อยละ 40 ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง