“ทรัมป์” สั่นสะเทือนเวทีโลก สั่งสหรัฐฯถอนตัวพ้นข้อตกลงโลกร้อน และถอนตัวจากองค์กรโลกอีกเพียบ

เกิดกระแสวิพากษ์หนัก ทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากสนธิสัญญาสภาพภูมิอากาศหลักของยูเอ็น พร้อมองค์กรระหว่างประเทศอีกกว่า 60 แห่ง
สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างกระแสไม่พอใจไปทั่วโลก หลังประกาศถอนตัวออกจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งเป็นข้อตกลงนานาชาติหลักในการรับมือวิกฤตโลกร้อน พร้อมถอนออกจากองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมการระหว่างประเทศรวม 66 แห่ง โดยให้เหตุผลว่า “ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา”
บันทึกคำสั่งประธานาธิบดีที่ออกเมื่อวันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569 ระบุว่า UNFCCC เป็นหนึ่งในองค์กรที่สหรัฐฯ จะยุติการมีส่วนร่วม แม้สนธิสัญญาดังกล่าวจะเป็นรากฐานของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก และมีประเทศเข้าร่วมครบทุกประเทศทั่วโลกนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ 34 ปีก่อน โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ให้สัตยาบันตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2535
ตลอดที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงท่าทีไม่เชื่อถือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเคยเรียกภาวะโลกร้อนว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” และได้ชะลอหรือยกเลิกนโยบายพลังงานสะอาดหลายโครงการ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการยึดติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อน พายุรุนแรง ภัยแล้ง และความขัดแย้ง ซึ่งกระทบผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก
“ไซมอน สตีล” เลขาธิการบริหาร UNFCCC ระบุว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็น “การทำร้ายตัวเองอย่างมหาศาล” พร้อมเตือนว่าจะกระทบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และคุณภาพชีวิตของชาวอเมริกัน เนื่องจากไฟป่า น้ำท่วม และภัยพิบัติขนาดใหญ่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ด้าน “จีน่า แมคคาร์ธี” อดีตที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศของทำเนียบขาว ระบุว่าการถอนตัวครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ “คิดสั้น น่าอับอาย และไร้เหตุผล” พร้อมชี้ว่าสหรัฐฯ กำลังสูญเสียบทบาทผู้นำและอิทธิพลต่อการลงทุน นโยบาย และการตัดสินใจระดับโลก มูลค่าหลายสิบล้านล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ส่วน “มานิช บัปนา” ประธานสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ (NRDC) ระบุว่า การถอนตัวจาก UNFCCC เป็น “ความผิดพลาดที่ไม่จำเป็น” และจะยิ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งกำลังครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่าสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นองค์กรวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชั้นนำของยูเอ็น รวมถึงองค์กรสิ่งแวดล้อมนานาชาติอื่น ๆ เช่น สมาคมพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ พันธมิตรพลังงานแสงอาทิตย์นานาชาติ และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยประกาศถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงปารีส และปฏิเสธส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมสภาพภูมิอากาศ COP30 ที่บราซิล
ด้านนักกฎหมายและนักสิ่งแวดล้อมตั้งคำถามว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจถอนตัวจาก UNFCCC ได้ฝ่ายเดียวหรือไม่ เนื่องจากเป็นสนธิสัญญาที่ผ่านการให้สัตยาบันจากวุฒิสภา พร้อมเตือนว่าหากการถอนตัวนี้มีผลถาวร อาจทำให้สหรัฐฯ ถูกตัดออกจากเวทีการทูตด้านสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ขณะที่ “มาร์โก รูบิโอ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงที่ถูกยกเลิก “ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ก้าวหน้า และไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ”
ท่ามกลางฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนอย่างชัดเจน สหรัฐฯ กำลังเผชิญภัยพิบัติรุนแรงถี่ขึ้น บริษัทประกันเริ่มถอนตัวจากหลายรัฐ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบ
นักสิ่งแวดล้อมและผู้นำองค์กรภาคประชาชนต่างระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่ภาวะผู้นำ แต่เป็นการละทิ้งความรับผิดชอบต่อประชาชนและโลกใบนี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่ายังมีการทบทวนองค์กรระหว่างประเทศอื่นเพิ่มเติมต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
