รีเซต

เกิดอะไรขึ้น! "TESLA" หลุดแชมป์ ส่ง "BYD" ผงาดผู้นำ EV โลก

เกิดอะไรขึ้น! "TESLA" หลุดแชมป์ ส่ง "BYD" ผงาดผู้นำ EV โลก
TNN ช่อง16
6 มกราคม 2569 ( 12:34 )
12

ดูความเคลื่อนไหวของ 2 ผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกกันก่อน หลังไล่บี้กันมานานหลายปี ในที่สุด BYD  จากจีน สามารถเบียด TESLA จากอเมริกา ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าโลก ในแง่ยอดขายรายปี ได้เป็นครั้งแรก ในปีที่ผ่านมา

ตามรายงานตัวเลขยอดขาย ปี 2025 ของ BYD พบว่ามียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าประเภท บีอีวี (แบตเตอรี) ทั่วโลก เป็นจำนวนเกือบ 2 ล้าน 3 แสนคัน เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับยอดขายรถอีวี ถือเป็นสถิติใหม่ของโลกอีกด้วย เพราะยังไม่มีค่ายรถรายใดทำได้มาก่อนและเมื่อเทียบกับตัวเลขรายงานยอดส่งมอบปี 2025 ของ เทสลา มีจำนวนรวม 1 ล้าน 6 แสน 4 หมื่นคัน ลดลงจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 8.6

จากตัวเลขดังกล่าว ทำให้ BYD แซงหน้าTESLA กลายเป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่สุดของโลกได้เป็นครั้งแรก หลังจากพยายามมาหลายปี อย่างปีก่อนหน้า คือ ปี 2024 ตัวเลขยอดขายของทั้งคู่ ห่างกันเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้ เทสลา ยังครองแชมป์แบบรายปี ต่อไปได้ 

โดยTESLA มียอดขายจำนวน 1 ล้าน 7 แสน 9 หมื่นคัน ส่วน BYD มียอดขายจำนวน 1 ล้าน 7 แสน 6 หมื่นคัน

การสูญเสียตำแหน่งผู้นำตลาดรถ อีวี ของ TESLA ในปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากปัญหายอดขายหดตัว โดยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จาก 3 ปัจจัยหลักประกอบกัน ปัจจัยแรกเกิดจาก การแข่งขันสูงขึ้น ทั้งในตลาดอเมริกาและยุโรป จากคู่แข่งที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น BYD , Volkswagen และ BMW 

นอกจากนี้ การหมดอายุของมาตรการเครดิตภาษี ให้แก่ผู้ซื้อรถ อีวี ในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายน ยังส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าให้ลดลง และปัจจัยสุดท้าย เกิดจากกรณีของคุณ อีลอน มัสก์ ซีอีโอ เทสลา ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง จนทำให้เกิดกระแสการต่อต้านแบรนด์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อยอดขายให้ลดลง

ปีที่ผ่านมาTESLA พยายามแก้เกม โดยเมื่อเดือนตุลาคม เปิดตัวรถรุ่น Standard ที่ลดอุปกรณ์บางอย่างของ Model Y  และ Model 3  และกำหนดราคาถูกลงจากรุ่นพื้นฐานก่อนหน้านี้ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรักษายอดขาย และเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ให้กับผู้ซื้อที่ต้องการราคาที่ถูกกว่า 

อย่างไรก็ตาม มัสก์ เอง ก็กำลังทุ่มเท และนำพาบริษัทไปสู่ธุรกิจรถแท็กซี่ไร้คนขับ และหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ มากขึ้น ทั้งนี้ ยอดขายที่ลดลงของ TESLA กลับสวนทางกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมทั่วโลก ซึ่งถูกประเมินว่า เพิ่มขึ้นราว ร้อยละ 28 โดยเฉพาะคู่แข่งอย่าง BYD ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่รวดเร็วในยุโรป และมียอดขายทั่วโลก ยกเว้นประเทศจีน จำนวนกว่า 1 ล้านคันในปีที่ผ่านมา คิดเป็นเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า (150%) จากปี 2024 ยังถือว่า เป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ บีวายดี อีกด้วย

แต่หากดูในภาพรวมของ BYD แล้ว เว็บไซต์ ฟอร์จูน รายงานว่า BYD มีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว โดยเติบโตช้าสุดในรอบ 5 ปี ด้วยยอดขายรวม ปี 2025 จำนวน 4 ล้าน 6 แสนคัน คิดเป็น เติบโตร้อยละ 7.7 จากปี 2024 ที่มียอดขายรวมจำนวน 4 ล้าน 3 แสนคัน

ส่วน บลูมเบิร์ก รายงานว่า BYD รวมถึง คู่แข่งในจีน กำลังเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากทางการจีนกำลังลดมาตรการจูงใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าบางส่วน ขณะเดียวกัน การเข้ามาของรถรุ่นใหม่ๆ ก็ทำให้การแข่งขันในประเทศดุเดือดมากขึ้น เช่นจาก Geely Automobile Holdings และ Xiaomi ซึ่งรถรุ่นใหม่ ๆ และนวัตกรรมที่รวดเร็วของพวกเขากำลังดึงดูดผู้บริโภครวมถึงอุปสรรคทางการค้า และยิ่งเป็นความท้าทายต่อความทะเยอทะยานในการขยายตลาดต่างประเทศอีกด้วย

BYD เองก็ต้องเจอกับแรงกดดันดังกล่าว ด้วยเช่นกัน ซึ่งตามรายงานของสื่อจีน เผยข้อความที่ หวัง ชวนฝู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บีวายดี กล่าวในการประชุมนักลงทุนเมื่อต้นเดือนธันวาคม บอกว่า ความได้เปรียบทางเทคโนโลยีที่บริษัทเคยรักษาไว้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ลดลง และส่งผลกระทบต่อยอดขายภายในประเทศ 

แต่ก็ได้ส่งสัญญาณว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังจะเกิดขึ้น โดยทีมวิศวกรของบริษัทจำนวน 120,000 คน ทำให้เชื่อมั่นในความสามารถของบริษัท ว่าจะกลับมาสร้างความได้เปรียบได้อีกครั้ง 

ขณะที่การแข่งขันในตลาดรถ อีวี เป็นไปอย่างดุเดือด และมีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ภาพรวมของตลาด มีคาดการณ์ว่า กำลังอ่อนแรงจากปัจจัยความไม่แน่อนอนในตลาดหลัก ๆ หลายแห่ง

โดย ไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานว่า ยอดขายรถอีวี ทั่วโลก มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราช้าที่สุด นับตั้งแต่การระบาดของโควิด 19 เมื่อปี 2020

ตามข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Benchmark Mineral Intelligence คาดการณ์ว่า ยอดขาย รถ อีวี ในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 13 ซึ่งเป็นการเติบโตลดลงจากปีก่อนหน้า ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 โดยปัจจัยที่จะมากำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 

การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับรถ อีวี ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ การที่สหภาพยุโรปผ่อนคลายมาตรการ การแบนรถใช้น้ำมัน ซึ่งเดิมกำหนดบังคับใช้ในปี 2035 รวมถึงการชะลอตัวในตลาดจีน หลังจากเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลทำให้อุปสงค์ของรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมอ่อนกำลัง

ด้าน Mark Wakefield กรรมการผู้จัดการ บริษัทที่ปรึกษา AlixPartners  กล่าวว่า ตลาดอีวี กำลังเผชิญกับแรงต้านในจีน ซึ่งที่ผ่านมา ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตของโลก ส่วนในยุโรป ก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น ว่าจะเห็นการผ่อนคลายกฎระเบียบเพิ่มเติมอีก

นอกจากนี้ ตามข้อมูลของ Benchmark ประเมินว่า ยอดขายอีวี ในสหรัฐฯ ปี 2026 จะลดลงร้อยละ 29 เหลือ 1 ล้าน 1 แสนคัน หลังจากปี 2025 ทำสถิติสูงสุดได้ที่ 1 ล้าน 5 แสนคัน

ส่วนยุโรป คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เป็น 4 ล้าน 9 แสนคันในปีนี้ หลังจากเติบโตสูงถึงร้อยละ 33 ในปี 2025 ที่ผ่านมา

ขณะที่ จีน ซึ่งเป็นตลาดอีวี ใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้าน 5 แสนคัน จาก 13 ล้าน 3 แสนคันในปี 2025 โดยเป็นตัวเลขที่รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริด

ซึ่งสำหรับประเทศจีน แม้การคาดการณ์ จะประเมินการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก แต่ก็ถือว่า ชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้า ซึ่งในช่วงนั้น จีนมีการเติบโตของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด จากเพียงราว 1 ล้าน 1 แสนคัน เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 13 ล้านคันภายในเวลาไม่กี่ปี

นอกจากนี้ ยังคาดการณ์อีกว่า ยอดขายรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้ผู้บริโภคลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง