ค้นหาหุ้นไทยได้อานิสงส์ศาลสหรัฐฯ เตรียมตัดสินคดีภาษีทรัมป์

#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุ หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกจับตา เชื่อว่าน่าจะมีเรื่องของคดีนโยบายเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ว่าชอบด้วยกฎหมายว่าชอบด้วยกฎหมาย "อำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉิน" (IEEPA) หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศคำวินิจฉัยต่อหลายคดีใหญ่ ซึ่งอาจรวมถึงคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าว (อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้าง) ซึ่งระหว่างที่ผู้เขียนเขียนคอลัมน์นี้ ยังไม่ทราบเช่นกันว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาหรือไม่ ในเบื้องต้น เราประเมินคำตัดสินเป็น 2 กรณีหลัก ดังนี้
1. ประธานาธิบดีทรัมป์ แพ้คดี : ศาลฯ ตัดสินว่าการใช้อํานาจภายใต้ IEEPA เพื่อเก็บภาษีศุลกากรของทรัมป์ เกินขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ทําให้ภาษีที่เก็บไปเป็นโมฆะ และให้ส่งคืนเงินภาษีมูลค่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) มองจะส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้นต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่ว โลก โดยระยะสั้น Fund Flow มีแนวโน้มไหลออกจากสหรัฐไปสู่ตลาด ÉM รวมทั้งตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มในช่วงก่อนหน้า จะถูกปลดล็อคเรื่องกําแพงภาษีที่กดดันศักยภาพทํากําไร โดยเฉพาะหุ้นที่มีการส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐ ส่วนค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าลง และ Bond Yield มีแนวโน้มลดลงจากความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลง แต่อย่างไรก็ดี ในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจเปลี่ยนไปใช้กฏหมายอื่นแทนเพื่อเก็บภาษีได้ อาทิ การใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมทั้งมาตรา 301, มาตรา 232 และมาตรา 338 ซึ่งจะยังกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกต่อไป
2. ประธานาธิบดีทรัมป์ ชนะคดีหรือตัดสินแบบจํากัดขอบเขต : ศาลฯ ตัดสินว่าทรัมป์ มีอํานาจเต็มตามกฎหมาย IEEPA ในการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเพื่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจ หรือ สามารถเก็บภาษีได้ในบางกรณีแต่ไม่ได้ในวงกว้าง หรือให้มีผลเฉพาะในอนาคต แต่ไม่ต้องคืนภาษีที่เก็บไปแล้ว มองจะสร้างความผิดหวังและส่งผลลบเชิงจิตวิทยาระยะสั้นต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก แต่จะมีแรงขายออกไม่มาก เนื่องจากมองตลาดดูดซับความเสี่ยง (Price in) ไว้แล้ว ในช่วงแรกที่ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีเมื่อ เม.ย. 2568 โดยมองช่วงสั้น SET มี Downside ที่น่าสนใจให้เข้าสะสมสําหรับการลงทุนอยู่ที่ระดับ 1,230+/- และยังคงเป้าหมาย SET ปี 2569 ที่ 1,350-1450 จุด คิดเป็น PER 14-16 เท่า
กลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นสําหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และคาดศาลสูงสุดสหรัฐจะตัดสินให้ทรัมป์แพ้คดีตามตลาดคาด แนะนํา “เก็งกําไรรอบสั้น” สําหรับหุ้นที่คาดจะได้ Sentiment บวกเชิงจิตวิทยาระยะสั้นหรือปลดล็อกจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ ก่อนทรัมป์จะหาทางเก็บภาษีจากกฎหมายใหม่ อาทิ กลุ่มนิคม (AMATA WHA FTREIT) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (TU ITC) กลุ่มยาง (STA STGTNER) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE)
ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนํา “ทยอยซื้อสะสมในช่วงที่ตลาดผันผวน” ใน 2 ธีมที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) หุ้นปลอดภัย (Defensive) ที่ผันผวนต่ํา ผลการดําเนินงานต้านทานความเสี่ยงภายนอกได้หรือรายได้อิงในประเทศเป็นหลัก อีกทั้งยังมีศักยภาพจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ แนะนํา ADVANC BDMS CPALL TRUE และ 2) หุ้นปันผลคุณภาพดี (High Dividend) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตระยะสั้น โดยคาดจะมีเงินปันผลจ่ายจากกําไรปี 2568 หลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% แนะนํา AP BAM KBANK SAT TLI
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
