'ประกิต' เตือนหุ้นไทย "ซึมนาน" รับพิษน้ำมันแพง ชี้เป้าเก็บหุ้น Defensive - รันเทรนด์ทองคำ

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ประเมินทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าจะอยู่ในกรอบที่จำกัด พร้อมเตือนนักลงทุนระวังภาวะตลาดหุ้นซึมยาว และแนะกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive)
ราคาน้ำมันพุ่ง แต่คาดว่าไม่ไปไกลกว่านี้มากนักสำหรับทิศทางราคาน้ำมันนั้น คุณประกิตประเมินว่าราคาน้ำมันจะไม่ปรับตัวขึ้นไปไกลมากนัก โดยมองว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ไม่น่าจะเห็นการปรับขึ้นไปเกินระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent จะเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่บริเวณ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ราคาน้ำมันดิบ Dated Brent ซึ่งเป็นการซื้อขายน้ำมันดิบที่มีการส่งมอบกันจริงๆ ในทะเลเหนือ ปัจจุบันทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ทะลุ 140 ดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 รวมถึงราคาน้ำมันดิบดูไบที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน
ส่วนประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาระบุว่าจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านั้น คุณประกิตวิเคราะห์ว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นเพียงการเจรจาต่อรอง หรือเป็น "สงครามน้ำลาย" มากกว่า โดยเปรียบเทียบว่าพฤติกรรมนี้คล้ายกับ "นักเลงไทย" ที่ขู่เพื่อหาทางลง และไม่เชื่อว่าจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าเกิดขึ้นจริง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และคาดว่าหากมีการโจมตี จะเป็นเพียงการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางอากาศเท่านั้น ไม่ใช่การยกพลขึ้นบก นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ระบุด้วยว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิด และเดี๋ยวราคาน้ำมันก็จะปรับตัวลดลงเอง
ตลาดหุ้นไทยระวังอาการ "ต้มกบ" หลีกเลี่ยงกลุ่มร้านอาหารสำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย คุณประกิตมองว่า โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากมีสัดส่วนของกลุ่มพลังงานถึง 18% รวมถึงมีกลุ่มปิโตรเคมีและธนาคารพาณิชย์ ทำให้ดัชนีอาจจะไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่ตลาดจะอยู่ในลักษณะค่อยๆ ซึมลงคล้ายกับทฤษฎี "ต้มกบ"
ผลกระทบหลักจะตกอยู่ที่ภาคการบริโภค เนื่องจากกำลังซื้อจะหดหายไป ในขณะที่ต้นทุนต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด โดยกลุ่มธุรกิจที่ต้องระมัดระวังและควรหลีกเลี่ยงคือ กลุ่มร้านอาหาร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ตามใจชอบ ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
แนะกลยุทธ์ลงทุน หุ้น Defensive, โรงไฟฟ้า และเทคโนโลยีต่างประเทศในสภาวะตลาดเช่นนี้ คุณประกิตแนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือได้ประโยชน์หากสงครามยุติลง ได้แก่
กลุ่มอาหาร ที่มีศักยภาพในการควบคุมวัตถุดิบได้ เช่น CPF รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน
กลุ่มโรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA โดยมองว่าหากสงครามจบ รัฐบาลอาจจะต้องมีการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มนี้
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย (Defensive Stock) เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) และกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS)
หุ้นต่างประเทศ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และตลาดสหรัฐอเมริกา
ทองคำ แนะนำ "Let Profit Run" สำหรับทิศทางราคาทองคำ คุณประกิตแนะนำกลยุทธ์ "Let Profit Run" (ปล่อยให้กำไรเติบโตไปเรื่อยๆ) โดยระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) เริ่มปรับตัวลดลง ประกอบกับมีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างแข็งแกร่ง จึงแนะนำให้นักลงทุนถือครองทองคำต่อไป แม้ว่าตลาดต่างประเทศจะปิดทำการในวัน Good Friday ก็ตาม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
