รีเซต

'ประกิต' เตือนหุ้นไทย "ซึมนาน" รับพิษน้ำมันแพง ชี้เป้าเก็บหุ้น Defensive - รันเทรนด์ทองคำ

'ประกิต' เตือนหุ้นไทย "ซึมนาน" รับพิษน้ำมันแพง ชี้เป้าเก็บหุ้น Defensive - รันเทรนด์ทองคำ
TNN ช่อง16
3 เมษายน 2569 ( 10:48 )
19

คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ได้ประเมินทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าจะอยู่ในกรอบที่จำกัด พร้อมเตือนนักลงทุนระวังภาวะตลาดหุ้นซึมยาว และแนะกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มหุ้นปลอดภัย (Defensive)

ราคาน้ำมันพุ่ง แต่คาดว่าไม่ไปไกลกว่านี้มากนักสำหรับทิศทางราคาน้ำมันนั้น คุณประกิตประเมินว่าราคาน้ำมันจะไม่ปรับตัวขึ้นไปไกลมากนัก โดยมองว่าราคาน้ำมันดิบ WTI ไม่น่าจะเห็นการปรับขึ้นไปเกินระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และ Brent จะเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่บริเวณ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่ากังวลในขณะนี้คือ ราคาน้ำมันดิบ Dated Brent ซึ่งเป็นการซื้อขายน้ำมันดิบที่มีการส่งมอบกันจริงๆ ในทะเลเหนือ ปัจจุบันทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ทะลุ 140 ดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 รวมถึงราคาน้ำมันดิบดูไบที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน

ส่วนประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาระบุว่าจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้านั้น คุณประกิตวิเคราะห์ว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นเพียงการเจรจาต่อรอง หรือเป็น "สงครามน้ำลาย" มากกว่า โดยเปรียบเทียบว่าพฤติกรรมนี้คล้ายกับ "นักเลงไทย" ที่ขู่เพื่อหาทางลง และไม่เชื่อว่าจะมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าเกิดขึ้นจริง เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และคาดว่าหากมีการโจมตี จะเป็นเพียงการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางอากาศเท่านั้น ไม่ใช่การยกพลขึ้นบก นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ระบุด้วยว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิด และเดี๋ยวราคาน้ำมันก็จะปรับตัวลดลงเอง

ตลาดหุ้นไทยระวังอาการ "ต้มกบ" หลีกเลี่ยงกลุ่มร้านอาหารสำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย คุณประกิตมองว่า โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากมีสัดส่วนของกลุ่มพลังงานถึง 18% รวมถึงมีกลุ่มปิโตรเคมีและธนาคารพาณิชย์ ทำให้ดัชนีอาจจะไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่ตลาดจะอยู่ในลักษณะค่อยๆ ซึมลงคล้ายกับทฤษฎี "ต้มกบ"

ผลกระทบหลักจะตกอยู่ที่ภาคการบริโภค เนื่องจากกำลังซื้อจะหดหายไป ในขณะที่ต้นทุนต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด โดยกลุ่มธุรกิจที่ต้องระมัดระวังและควรหลีกเลี่ยงคือ กลุ่มร้านอาหาร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ตามใจชอบ ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

แนะกลยุทธ์ลงทุน หุ้น Defensive, โรงไฟฟ้า และเทคโนโลยีต่างประเทศในสภาวะตลาดเช่นนี้ คุณประกิตแนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) และกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือได้ประโยชน์หากสงครามยุติลง ได้แก่

  • กลุ่มอาหาร ที่มีศักยภาพในการควบคุมวัตถุดิบได้ เช่น CPF รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

  • กลุ่มโรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA โดยมองว่าหากสงครามจบ รัฐบาลอาจจะต้องมีการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มนี้

  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย (Defensive Stock) เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) และกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS)

  • หุ้นต่างประเทศ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้งในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และตลาดสหรัฐอเมริกา

ทองคำ แนะนำ "Let Profit Run" สำหรับทิศทางราคาทองคำ คุณประกิตแนะนำกลยุทธ์ "Let Profit Run" (ปล่อยให้กำไรเติบโตไปเรื่อยๆ) โดยระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) เริ่มปรับตัวลดลง ประกอบกับมีแรงซื้อกลับเข้ามาอย่างแข็งแกร่ง จึงแนะนำให้นักลงทุนถือครองทองคำต่อไป แม้ว่าตลาดต่างประเทศจะปิดทำการในวัน Good Friday ก็ตาม

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง