คปภ. เปิดเงื่อนไขประกันภัยพิบัติ รัฐคุ้มครองบ้านสูงสุด 1 แสนบาท

สำนักงาน คปภ. เปิดรายละเอียดโครงการประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลจัดทำให้ประชาชนทั่วประเทศ เริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว และวาตภัย โดยบ้านที่ได้รับผลกระทบมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง พร้อมอธิบายเงื่อนไขกรณีน้ำท่วมเข้าบ้านและน้ำล้อมบ้าน ซึ่งมีหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนแตกต่างกัน
นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ NEWS TALK ทาง TNN ถึงมาตรการประกันภัยพิบัติของรัฐบาล รวมถึงการติดตามฐานะทางการเงินของบริษัทประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
คปภ. ยืนยันยังไม่พบปัญหาฐานะการเงินบริษัทประกันภัย
นายอาภากรระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา คปภ. ติดตามสถานการณ์ของบริษัทประกันภัยที่รับผิดชอบความเสียหายจากภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ยังไม่พบประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของบริษัทประกันภัย
อย่างไรก็ตาม ได้กำหนดให้บริษัทประกันภัยรายงานความคืบหน้าทุกวันจันทร์ เพื่อตรวจสอบทั้งมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เงินทุน เงินสำรอง และความคุ้มครองจากการประกันภัยต่อ เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับภาระค่าสินไหมทดแทน
นอกจากนี้ คปภ. ยังติดตามจำนวนการสำรวจความเสียหายและความคืบหน้าการจ่ายค่าสินไหมในแต่ละสัปดาห์ หากพบอุปสรรคหรือความล่าช้า จะเรียกบริษัทที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและหารือแนวทางแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยโดยเร็ว
สำหรับปัญหาที่พบในบางพื้นที่ ส่วนหนึ่งเกิดจากระดับน้ำที่ยังไม่ลดลง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าประเมินความเสียหายหรือเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมได้ทันที โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งมีระบบไฟฟ้าแรงดันสูง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนดำเนินการ เพื่อป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร
เปิดเกณฑ์ประกันภัยพิบัติรัฐบาล เริ่มคุ้มครอง 1 ตุลาคม 2569
รองเลขาธิการ คปภ. อธิบายว่า โครงการประกันภัยพิบัติของรัฐบาลมีจุดเริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรีในเดือนเมษายน 2569 ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันออกแบบระบบความคุ้มครองและกระบวนการดำเนินงาน
ต่อมา เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูมรสุมและเริ่มเกิดภัยพิบัติในหลายพื้นที่ รัฐบาลจึงเร่งดำเนินมาตรการระยะแรก โดยจัดทำประกันภัยให้ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ประกันภัยที่อยู่อาศัย และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลจากภัยพิบัติ
สำหรับประกันภัยที่อยู่อาศัย ครอบคลุมบ้านเรือนของประชาชนทั่วประเทศประมาณ 30 กว่าล้านหลังคาเรือน โดยกำหนดวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อครั้ง ภายใต้เงื่อนไขของกรมธรรม์
ความคุ้มครองดังกล่าวเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องมีประกาศเขตภัยพิบัติหรือประกาศภัยสาธารณะของทางราชการนับตั้งแต่วันเริ่มความคุ้มครอง และบ้านเรือนต้องได้รับความเสียหายจากภัยที่กำหนด
น้ำท่วมเข้าบ้านรับเบื้องต้น 10,000 บาท เคลมเพิ่มได้สูงสุด 100,000 บาท
สำหรับกรณีน้ำท่วมเข้าภายในบ้าน นายอาภากรอธิบายว่า ประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลจัดทำจะจ่ายเงินชดเชยเบื้องต้น 10,000 บาท เมื่อผู้ได้รับผลกระทบยื่นหลักฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น ภาพถ่ายความเสียหาย
หลังน้ำลด หากตรวจสอบแล้วพบว่าความเสียหายมีมูลค่าเกินกว่า 10,000 บาท ประชาชนสามารถยื่นเรียกร้องค่าสินไหมเพิ่มเติมได้ โดยบริษัทประกันภัยจะประเมินความเสียหายและจ่ายเงินส่วนที่เหลือตามความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครอง ภายในวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองส่วนนี้จำกัดเฉพาะโครงสร้างอาคารและส่วนควบของบ้าน เช่น พื้น ผนัง เสา และสิ่งติดตั้งถาวร รวมถึงตู้บิวต์อินที่ยึดติดกับตัวอาคาร
ส่วนเฟอร์นิเจอร์ที่เคลื่อนย้ายได้และเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองดังกล่าว
นอกจากอุทกภัยแล้ว กรมธรรม์ยังครอบคลุมความเสียหายจากแผ่นดินไหวและวาตภัย โดยกำหนดเงินชดเชยเบื้องต้น 5,000 บาท และสามารถเรียกร้องเพิ่มเติมตามความเสียหายที่เข้าเงื่อนไข ภายในวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งเช่นเดียวกัน
บ้านถูกน้ำล้อมไม่ถึง 7 วัน ได้รับเงินชดเชยหรือไม่?
อีกประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ คือกรณีบ้านถูกน้ำท่วมล้อมรอบ แต่ระดับน้ำไม่ได้ไหลเข้าภายในบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงที่ผ่านมา เช่น เมืองทองธานี
นายอาภากรชี้แจงว่า ประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลจัดทำมีเงื่อนไขคุ้มครองกรณีน้ำล้อมบ้านด้วย แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และมีน้ำล้อมบ้านติดต่อกันตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป จึงจะได้รับเงินชดเชย 10,000 บาทต่อครัวเรือน
ดังนั้น หากบ้านถูกน้ำล้อมไม่ถึง 7 วัน จะไม่เข้าเงื่อนไขการจ่ายเงินในส่วนนี้ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบายไว้
ขณะที่ประกันอัคคีภัยซึ่งประชาชนซื้อด้วยตนเองและมีความคุ้มครองน้ำท่วมเพิ่มเติม จะพิจารณาความเสียหายจากน้ำที่ไหลเข้าภายในบ้านตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่ได้ครอบคลุมกรณีน้ำล้อมบ้านโดยไม่มีความเสียหายภายในอาคาร
นายอาภากรยังแยกให้เห็นว่า เงินชดเชยกรณีน้ำล้อมบ้านภายใต้กรมธรรม์ที่รัฐบาลจัดทำ กับการช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบราชการ เป็นคนละส่วนกัน ซึ่งประชาชนควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ของแต่ละมาตรการให้ชัดเจน
รัฐทำประกันอุบัติเหตุจากภัยพิบัติ เสียชีวิตคุ้มครอง 2 ล้านบาท
นอกเหนือจากประกันภัยที่อยู่อาศัย รัฐบาลยังจัดทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือ Personal Accident (PA) ให้กับคนไทยทั่วประเทศ เพื่อรองรับความสูญเสียที่เกิดจากภัยพิบัติ
โดยกำหนดวงเงินความคุ้มครอง 2 กรณีสำคัญ ดังนี้
- กรณีความคุ้มครอง วงเงิน
- เสียชีวิตจากภัยพิบัติ 2,000,000 บาท
- ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากภัยพิบัติ 200,000 บาท
ทั้งนี้ การได้รับเงินชดเชยต้องเป็นเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติและเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
รัฐบาลเพิ่มระบบประกันภัย ช่วยประชาชนเข้าถึงเงินเยียวยารวดเร็วขึ้น
นายอาภากรกล่าวถึงแนวคิดการจัดทำประกันภัยพิบัติว่า หลายประเทศมีระบบประกันภัยเพื่อช่วยรองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประเทศในยุโรป และสหรัฐอเมริกา
สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมา รัฐบาลใช้แนวทางช่วยเหลือประชาชนหลังเกิดภัยพิบัติเป็นหลัก แต่การนำระบบประกันภัยเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจะช่วยเพิ่มกลไกการสำรวจความเสียหายและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
บริษัทประกันภัยสามารถเข้ามารับผิดชอบการประเมินความเสียหายและดำเนินการชดเชยตามกรมธรรม์ ช่วยเพิ่มช่องทางในการดูแลประชาชน และสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ
แนวทางดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้รองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันและได้รับการดูแลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
คปภ. เตรียมปรับเกณฑ์ธุรกิจประกันภัย รองรับภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น
ในระยะต่อไป คปภ. เตรียมพัฒนาระบบกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น
ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดหลักเกณฑ์ด้านเงินทุน บุคลากร กระบวนการจ่ายค่าสินไหม และการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกันภัย เพื่อให้ธุรกิจมีความพร้อมรองรับภาระความเสียหายจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยต่อ รวมถึงบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติขนาดใหญ่
นายอาภากรย้ำว่า การดูแลความมั่นคงของธุรกิจประกันภัยและการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงความคุ้มครองต้องดำเนินควบคู่กัน เพื่อให้ระบบประกันภัยสามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันทางการเงินแก่ประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
