บลจ.ทิสโก้พุ่งชนเป้า5แสนล.หุ้นไทยป่วยแต่ผลตอบแทนดี

#บลจ.ทิสโก้ #ทันหุ้น -บลจ.ทิสโก้ ปักหมุด AUM แตะ 5 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปี หนุนด้วยกองทุน PVD ที่ถือเป็นเบอร์ 1 ของตลาด ขณะที่ธุรกิจกองทุนรวมก็เติบโตได้ดี โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ทางด้านหุ้นไทย แม้ดูป่วยแต่ยังมีกลุ่มน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นปันผล มอง SET ปีนี้ 1,350 จุด พร้อมแนะ 3 ธีมลงทุนฝ่าตลาดผันผวน
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด หรือ TISCOASSET กล่าวว่า ณ สิ้นปี 2568 สินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั้งหมดอยู่ที่ 4.4 แสนล้านบาท เติบโต 10.15% ซึ่งตั้งเป้าหมายว่า AUM จะขยับขึ้นไปแตะ 5 แสนล้านบาทได้ ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเติบโตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่บลจ.ทิสโก้เป็นเบอร์ 1 ของตลาดด้วยตัวเลขสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.2 แสนล้านบาท
*ชูกองทุน PVD
“PVD ของเราถือเป็น Core port ส่วนกองทุนรวมเราถือเป็น Satellite Port ที่สิ้นปี 2568 มี AUM ที่6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่ง Satellite Port นั้นก็มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่สินทรัพย์ลงทุนต่างๆ เติบโตได้ดี อย่างต้นปี 2569 นั้นพอร์ตกองทุนรวมของเราก็มี AUM ที่ 7.1 หมื่นล้านบาทแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชนเป้าหมายของเราทั้งปีแล้ว”
ทั้งนี้ ธุรกิจกองทุนรวม ยังเติบโตอย่างโดดเด่นจากตัวแทนผู้สนับสนุนการขายเลือกกองทุนรวมของ บลจ. ทิสโก้เป็นกองทุนแนะนำ ประกอบกับ ในปี 2568 บลจ. ทิสโก้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่จำนวน 9 กองทุน (ไม่นับรวมกองทุนทริกเกอร์) ทำให้ AUM ของธุรกิจ Mutual Fund ปี 2568 โต 17.98% มาอยู่ที่ 68,412 ล้านบาท เติบโตกว่าอุตสาหกรรมเกือบ 2 เท่า*
นายสาห์รัชกล่าวอีกว่า แม้ว่าในปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับปรับลดลง สวนทางกับตลาดหุ้นโลก แต่บลจ.ทิสโก้ยังสามารถเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับลูกค้าที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทย เห็นได้จากผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TISCOHD – A) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในหุ้นไทยที่จ่ายเงินปันผลต่อเนื่องซึ่งอยู่ในดัชนี SET HD 30 Total Return Index โดยใช้นโยบายการลงทุนแบบเชิงรุก
*ผลงานเด่น
ข้อมูลจาก บลจ. ทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทุน TISCOHD – A มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10ปีและตั้งแต่จัดตั้งกองทุนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 0.75% 18.90% 14.89% ต่อปี 6.08% ต่อปี 8.73% ต่อปี 8.04% ต่อปี และ 6.57% ต่อปี ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีชี้วัด (Benchmark) ของกองทุนคือ SET High Dividend 30 (SETHD TRI) มีผลตอบแทนย้อนหลังอยู่ที่ 4.73% 19.94% 11.32% ต่อปี 5.78% ต่อปี 8.79% ต่อปี 7.48% ต่อปี และ 5.13% ต่อปีตามลำดับ
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นไทยที่ผลตอบแทนออกมาติดลบ แต่กระนั้นไม่ได้หมายความว่าหุ้นไทยไม่น่าสนใจ หุ้นไทยหลายตัวราคายังขึ้นไปไม่สูง ขณะที่งบแข็งแกร่ง และมีปันผลที่ดี ดังนั้นในมุมมองของบลจ.ทิสโก้ ก็ยังคงสนใจ และแนะนำกระจายพอร์ตซึ่งรวมถึงลงทุนในหุ้นไทยด้วย
*มอง SET 1,350 จุด
“เราประเมินว่า SET ปีนี้จะอยู่ที่ 1,350จุด ระดับ P/E ที่ 16 เท่า และ EPS ที่ 86.7 เท่า แม้มูลค่าหุ้นจะอยู่ในระดับที่ไม่สูง แต่ Upside ค่อนข้างจำกัด แนะนำให้เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว โดยเรามองว่าผลตอบแทนแบบ Total (รวมผลตอบแทนจากหุ้นปันผลก็จะอยู่ที่ระดับ 6-7% ดังนั้นในมุมมองของเรา ก็ยังสนใจหุ้นไทย"
บลจ. ทิสโก้ มองว่าภาพรวมการลงทุนปี 2569 แนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย กำไรบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงขยายตัวได้ดี และสหรัฐ เริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากภาษีการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ รวมถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และมูลค่าหุ้น (Valuation) หลายตลาดอยู่ในระดับสูง
ในส่วนของประเทศไทยมีปัจจัยบวก คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลง มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับต่ำและอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกรออยู่หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาคาดว่าจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ
*เปิด 3 ธีมลงทุน
สำหรับมุมมองการลงทุนในปี 2569 บลจ. ทิสโก้มองว่าจะมี 3 ธีมลงทุนที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี คือ 1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และระบบอัตโนมัติ เพราะเริ่มเห็นการนำไปใช้จริงในองค์กรทุกขนาด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการให้บริการ
2. ธุรกิจเฮลธ์แคร์และเวลเนส จากสังคมสูงอายุและพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพ ทำให้ความต้องการด้านการแพทย์ และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งผลประกอบการกลุ่มนี้มักไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ 3. กลุ่ม Defensive เช่น ทองคำ และหุ้นปันผลสูง เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตและเป็นกันชนเมื่อเกิดความไม่แน่นอน ในช่วงที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
