เปิด 3 ระดับความเสียหายรถยนต์ หากต้องขับรถลุยน้ำท่วม

เปิด 3 ระดับความเสียหายรถยนต์ หากต้องขับรถลุยน้ำท่วม
TNN ช่อง16
1 กันยายน 2563 ( 16:53 )
98
เปิด 3 ระดับความเสียหายรถยนต์ หากต้องขับรถลุยน้ำท่วม

ช่วงนี้มีฝนตกหนัก น้ำท่วม นอกจากทำให้การจราจรติดขัดแล้ว การขับรถไปบางเส้นทางพบว่าต้องเผชิญน้ำท่วมขังรอการระบาย ดังนั้นผู้ขับรถจะต้องประเมินระดับน้ำ โดยสังเกตจากรถคันหน้า โดยระดับน้ำที่รถสามารถวิ่งผ่านได้ต้องสูงไม่เกินขอบกระทะล้อด้านบน ซึ่งอันตรายของการขับรถลุยน้ำน้ำท่วม มี 3 ระดับที่จะทำให้ รถยนต์เกิดความเสียหาย

สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะรถเก๋งที่ต้องขับลุยน้ำท่วมขังบนถนน ซึ่งในระดับความเสียหายที่จะเกิดกับรถยนต์ มีทั้งหมด 3 ระดับ ดังนี้


ระดับ 1

น้ำท่วมสูงถึงพื้นรถยนต์ แต่ไม่ถึงระดับของเบาะนั่ง มีโอกาสสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์และชิ้นส่วนของรถยนต์ ดังนี้ ระบบเบรกทั้ง 4 ล้อ และผ้าเบรก ห้องเครื่องยนต์ คลัทช์คอมแอร์ สายพานแอร์  ไดสตาร์ท และพรมภายในห้องโดยสาร

ระดับ 2

ท่วมสูงถึงเบาะที่นั่ง มีโอกาสสร้างความเสียหายห้องเครื่องยนต์ ของเหลว กล่อง ECU ขั้วสายไฟต่างๆ แบตเตอรี่ เบาะนั่ง แผงนวมประตู สวิตช์ ตู้แอร์

ระดับ 3

น้ำท่วมสูงถึงคอนโซลหน้า หรือมิดหลังคา คือ ระดับที่สร้างความเสียหายสูงที่สุด มีโอกาสสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์และชิ้นส่วนของรถยนต์ อาทิ ตัวถังสีภายนอก ไฟหน้า ไฟท้าย ห้องเครื่องยนต์ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสาร หน้าปัทม์เรือนไมล์ ขอบยางประตู

นอกจากนี้ เมื่อนำรถขึ้นจากน้ำแล้วห้ามสตาร์ทรถ หรือบิดกุญแจไปที่ ON โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมากและระบบไฟฟ้าลัดวงจรได้ ควรรีบถอดแบตเตอรี่ออกในทันที หากพบว่ามีน้ำเข้าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่


ทั้งนี้ หากต้องขับรถลุยน้ำในระดับตั้งแต่ 10-20 เซนติเมตร ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย แต่หากระดับน้ำ 20-40 เซนติเมตร ถือว่าเสี่ยงสำหรับรถเก๋ง และถ้าขับลุยน้ำในระดับ 40-60 เซนติเมตร รถเก๋งควรเลี่ยง ส่วนรถกระบะยังถือว่าเสี่ยง แต่หาก 60-80 เซนติเมตร ถือว่าอันตรายสำหรับรถทุกประเภท

ดังนั้น การขับรถช่วงหน้าฝน ต้องควบคุมความเร็วให้เหมาะสมกับสภาวะบนท้องถนนที่เปียกลื่น และเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าเพื่อให้มีระยะเบรกที่มากขึ้น


กรณีที่จำเป็นต้องขับรถลุยน้ำ ต้องประเมินระดับน้ำ โดยสังเกตจากรถคันหน้า โดยระดับน้ำที่รถสามารถวิ่งผ่านได้ต้องสูงไม่เกินขอบกระทะล้อด้านบน และลดความเร็ว โดยขับให้ชิดกึ่งกลางถนน เพราะเป็นบริเวณที่ระดับน้ำที่ต่ำสุด แล้วใช้เกียร์ต่ำ ขับให้ช้า เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าห้องเครื่อง เมื่อขับพ้นพื้นที่น้ำท่วมแล้ว ให้แตะเบรกเบา ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ผ้าเบรกแห้งเร็วขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ที่สำคัญต้องอย่าขับเร็วจนน้ำกระจายไปถูกรถคันอื่นรวมถึงคนเดินทางเท้า

ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์ @huuga_hero_2000 @NoonNinJa


เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE