รีเซต

S&P คงเรตติ้งไทย BBB+ มุมมอง Stable เชื่อมั่นเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ

S&P คงเรตติ้งไทย BBB+ มุมมอง Stable เชื่อมั่นเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐ
ทันหุ้น
18 มิถุนายน 2569 ( 17:18 )
7

#ทันหุ้น S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ “BBB+” และมีเสถียรภาพ(Stable Outlook)สะท้อนความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 18 มิถุนายน 2569)บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โดยได้คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

S&P คาดว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) จะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ2.0 ในปี 2569 สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศแต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ในช่วงปี 2569 – 2572 ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567เป็น 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

S&P มองว่า เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่จะช่วยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ และเอื้อต่อการผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและโครงการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย แม้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยลดลงประมาณร้อยละ 2.4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม S&P คาดว่า มาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนและยกระดับมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก โดย S&P คาดว่า การขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.2 ของ GDP ในปี 2569และ 2570 ขณะที่การก่อหนี้รัฐบาลสุทธิ (Net Accumulation of Government Debt) จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.5 ของ GDPในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงมาเฉลี่ยที่ร้อยละ 3.1 ในช่วงปี 2569 – 2572

ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดย S&P คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.0 ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ยร้อยละ 2.1 ในช่วงปี 2569 – 2572ขณะที่ฐานะการเงินต่างประเทศและทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงซึ่งช่วยเสริมความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita)และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจจากรายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของฐานะการเงินต่างประเทศและความสามารถในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกนอกจากนี้ เสถียรภาพดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตและรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง