STGTผลงานดียาว3ปี Q1ทุบสถิติราคาขึ้น20%

STGTผลงานดียาว3ปี Q1ทุบสถิติราคาขึ้น20%
ทันหุ้น
9 มีนาคม 2564 ( 08:00 )
37
STGTผลงานดียาว3ปี Q1ทุบสถิติราคาขึ้น20%

ทันหุ้น-STGT ประเมินในช่วง 3 ปีนี้ยังเป็นปีทองของธุรกิจถุงมือยาง เหตุความต้องการยังล้นกว่าจำนวนที่ผลิตได้ ชี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป แถมยังมีดีมานด์ใหม่จากอุตสาหกรรมอื่นๆ  มองผลประกอบการไตรมาส 1/64 จะดีกว่าไตรมาส 4/63 จากราคาขายที่เพิ่มขึ้นอีก 20% เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ปลายเมษายน-ต้นพฤษภาคมนี้

 

นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความต้องการถุงมือยางทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านชิ้น ขณะที่ผู้ประกอบการทั้งหมดผลิตได้ประมาณ 3 แสนล้านชิ้น ซึ่งความต้องการขณะนี้มีมากกว่าจำนวนที่ผลิตได้ ซึ่งแต่ละปีจะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 5-7 หมื่นล้านชิ้น ดังนั้นจึงประเมินว่าจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ปี ถึงจะเกิดความสมดุลระหว่างความต้องการถุงมือยาง และจำนวนที่ผลิตได้ จึงมองว่าในช่วง 3 ปีนับจากนี้จะเป็นปีที่ดีของธุรกิจถุงมือยาง

 

ทั้งนี้พบว่าความต้องการถุงมือยาง มาจากความต้องการใหม่ในกลุ่มผู้บริโภคใหม่ และกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ นอกเหนือจากกลุ่มการแพทย์แล้ว เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคดูแลตัวเองเพิ่มขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ มีการใช้ถุงมือยางเพิ่มมากขึ้น

 

“ตอนนี้การกระจายวัคซีนไปทั่วแล้ว แต่ไม่มีผลกระทบมาก เพราะดีมานด์ใหม่จากอุตสาหกรรมอื่นๆ ยังเข้ามาอยู่ และพฤติกรรมผู้บริโภคดูแลตัวเองมากขึ้น” นางสาวจริญญา กล่าว

 

@Q1ผลงานทุบสถิติอีก

 

กรรมการผู้จัดการใหญ่ STGT คาดว่าผลดำเนินงานไตรมาส 1/2564 จะดีกว่าไตรมาส 4/2563 และจะเป็นการทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาขายเฉลี่ยของถุงมือยางในไตรมาสแรกปีนี้ ที่ปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 การที่ราคาขายเฉลี่ยปรับขึ้นเกิดจากลูกค้าที่ต้องการสินค้าเป็นผู้เสนอราคาเข้ามา

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาขายในไตรมาส 2/2564 อาจจะทรงตัวและหลังจากนั้นอาจจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่คาดว่าคงจะปรับตัวลงไม่มาก สาเหตุที่ราคาอ่อนตัวลง ส่วนหนึ่งมาจากการที่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงผู้ประกอบการมีการเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งรวมถึง STGT ซึ่งได้วางแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจุบันอยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านชิ้น จะเพิ่มเป็น 1.02 แสนล้านชิ้นในปี 2569 โดยการพิ่มกำลังผลิตจะทยอยดำเนินการ เริ่มจากเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านชิ้นภายในปี 2565 , เพิ่มเป็น 8.2 หมื่นล้านชิ้นภายในปี 2567

 

การเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าว จะใช้เงินลงทุนประมาณ 44,000 ล้านบาท แหล่งเงินจะมาจากเงินขายหุ้น IPO ,เงินกู้จากการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. และกระแสเงินสดของบริษัท

 

สำหรับปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในช่วงที่ผ่านมา นางสาวจริญญา คาดว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 2/2564 นี้

 

**เข้าตลาดสิงคโปร์ เม.ย.

 

ด้านนางสาวธนวรรณ เสงี่ยมศักดิ์ กรรมการและผู้อำนวยการสายงานบัญชีและการเงิน STGT เปิดเผยความคืบหน้าในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายได้ประมาณปลายเดือนเมษายน หรือต้นพฤษภาคม ซึ่งการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะเกิดประโยชน์ต่อหุ้น STGT เนื่องจากจะทำให้หุ้นมีสภาพคล่องมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนสิงคโปร์ และกองทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์จะเข้าใจในธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี จึงทำให้หุ้นจะได้รับความสนใจ

 

ส่วนกรณีที่มีเหตุเพลิงไหม้โรงงานของบริษัท ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี (โรงงาน SR2) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีประกันรองรับ และคาดว่าจะได้รับเงินจากความเสียหายดังกล่าวประมาณ 50-100 ล้านบาท ภายในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็นเพียง 0.6% เท่านั้นของกำลังการผลิตทั้งหมด

 

**จ่ายปันผล 2 บาท/หุ้น

 

นางสาวธนวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทบริษัทมีกระแสเงินสดเป็นจำนวนมาก จึงมีแผนที่จะจ่ายเงินปันผลในทุกไตรมาส ซึ่งการที่เงินสดจำนวนมาก มาจากผลประกอบการที่ดีขึ้น รวมถึงการที่บริษัทมีการขยายกำลังการผลิต จึงทำให้ได้รับสิทธิได้ภาษีจากบีโอไอ ที่จ่ายในระดับตัวเลขเดียว เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการต่างประเทศ จะจ่ายภาษีในระดับประมาณ 20-25% จึงเป็นข้อได้เปรียบของบริษัท ทั้งนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งเตรียมจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2564

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง