ย้อนประวัติอุเทนถวาย 92 ปี ปมพิพาทที่ดินสู่คำสั่งย้าย 90 วัน

อุเทนถวาย จากสถาบันช่างเก่าแก่สู่ข้อพิพาทที่ดินที่ยืดเยื้อมากว่าครึ่งศตวรรษ
กว่า 92 ปีบนเส้นทางการศึกษาวิชาช่างของไทย ชื่อของ “อุเทนถวาย” มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การพัฒนาบุคลากรด้านก่อสร้างและสถาปัตยกรรมมาอย่างยาวนาน แต่สถานศึกษาแห่งนี้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังข้อพิพาทที่ดินกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งดำเนินมากว่า 50 ปี ยังไม่สามารถนำไปสู่การส่งมอบพื้นที่ได้สำเร็จ
สถานการณ์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในเดือนกันยายน 2569 เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ส่งผลให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ออกมาตรการงดจัดการเรียนการสอนภายในพื้นที่ของทั้งสองสถาบันเป็นเวลา 90 วัน พร้อมกำหนดให้อุเทนถวายเร่งเตรียมสถานที่เรียนแห่งใหม่
มาตรการดังกล่าวนำมาสู่การเรียกร้องของนักศึกษาและศิษย์เก่า ซึ่งต้องการให้ทบทวนผลกระทบด้านการศึกษา โดยเฉพาะการเรียนภาคปฏิบัติที่ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการ โรงฝึกงาน และเครื่องมือเฉพาะทาง
กระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นักศึกษาอุเทนถวายกว่า 300 คน เดินทางไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ยุติความรุนแรงและเสนอให้มีการเจรจากับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ก่อนที่กระทรวง อว. จะนัดหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 22 ตุลาคม เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของอุเทนถวายไม่ได้มีเฉพาะประเด็นความรุนแรงระหว่างสถาบัน แต่ยังมีข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายมาแล้ว และประเด็นการจัดหาสถานศึกษาแห่งใหม่ที่ต้องรองรับนักศึกษาได้อย่างเหมาะสม
ย้อนจุดกำเนิดอุเทนถวาย จากโรงเรียนเพาะช่างสู่สถาบันช่างก่อสร้าง
ประวัติของอุเทนถวายเริ่มต้นจากแนวทางส่งเสริมการศึกษาวิชาช่างในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนมีการจัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างในสมัยรัชกาลที่ 6 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านศิลปหัตถกรรมและทักษะวิชาชีพให้กับคนไทย
วันที่ 7 มกราคม 2456 โรงเรียนเพาะช่างเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายผลิตบุคลากรด้านงานช่างและศิลปกรรม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในช่วงเวลานั้น
ต่อมาในปี 2466 มีการพระราชทานเงินจำนวน 10,000 บาท เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานสำหรับนักเรียนเพาะช่าง บริเวณถนนพญาไท ซึ่งภายหลังกลายเป็นพื้นที่จัดการศึกษาของอุเทนถวาย
เมื่อความต้องการแรงงานฝีมือด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น จึงมีการขยายหลักสูตรด้านเขียนแบบและงานก่อสร้าง ก่อนที่กระทรวงธรรมการจะมีคำสั่งลงวันที่ 29 ตุลาคม 2475 ให้จัดตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายขึ้นในบริเวณดังกล่าว
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2477 กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งแยกโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายออกจากโรงเรียนเพาะช่าง และจัดการเรียนการสอนเป็นสถานศึกษาเฉพาะทางอย่างเป็นทางการ โดยมีร้อยเอก ขุนบัญชารณการ หรือ วงศ์ จารุศร เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก
นับจากปี 2477 จนถึงปี 2569 อุเทนถวายจึงมีประวัติในฐานะสถานศึกษาช่างก่อสร้างมายาวนาน 92 ปี
ส่วนชื่ออุเทนถวายมีที่มาจากสะพานอุเทนถวาย ซึ่งได้รับพระราชทานนามในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยสะพานแห่งนี้ก่อสร้างจากเงินบริจาคของข้าราชการและพนักงานกรมสรรพากร จำนวน 8,015 บาท 40 สตางค์
ผ่านสงครามโลกและการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อุเทนถวายเคยต้องย้ายสถานที่จัดการเรียนการสอนหลายครั้ง เนื่องจากอาคารเรียนได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่ทางทหารและความเสียหายจากสงคราม
หลังวันที่ 8 ธันวาคม 2484 โรงเรียนต้องกระจายการเรียนการสอนไปยังสถานศึกษาอื่นในกรุงเทพมหานคร ก่อนย้ายบางส่วนไปยังอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้การศึกษาดำเนินต่อไปได้
ภายหลังสงครามสิ้นสุด โรงเรียนได้รับมอบสถานที่เดิมคืนในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2489 และเริ่มฟื้นฟูอาคารเรียน โรงฝึกงาน ตลอดจนเครื่องมือการศึกษา ก่อนกลับมาขยายการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาในปี 2517 โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายได้รับการยกระดับเป็นวิทยาลัยอุเทนถวาย พร้อมเปิดหลักสูตรด้านก่อสร้างและสถาปัตยกรรมในระดับที่สูงขึ้น
ปี 2518 เข้าสังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลในปี 2531
การจัดการศึกษาขยายสู่ระดับปริญญาตรีในปี 2542 โดยเริ่มจากสาขาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และเพิ่มสาขาวิศวกรรมโยธาในปี 2544
กระทั่งปี 2548 มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 ทำให้อุเทนถวายเข้ามาอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
ปัจจุบันพื้นที่อุเทนถวายเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ โดยมีหลักสูตรที่ต้องใช้ทั้งการเรียนทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติ
จุดเริ่มต้นข้อพิพาทที่ดิน 20 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา
แม้อุเทนถวายจะมีประวัติการจัดการศึกษามายาวนาน แต่ปัญหาการใช้พื้นที่ถนนพญาไทมีความเกี่ยวข้องกับสถานะกรรมสิทธิ์ที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตามข้อมูลที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยชี้แจง อุเทนถวายใช้พื้นที่ขนาด 20 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ภายใต้สัญญาเช่าที่เริ่มตั้งแต่ปี 2478
ต่อมาในปี 2518 จุฬาฯ เริ่มเจรจาขอคืนพื้นที่ เนื่องจากมีแผนพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรองรับภารกิจด้านการศึกษาและโครงการของมหาวิทยาลัย
อย่างไรก็ตาม การเจรจาไม่สามารถนำไปสู่การส่งมอบพื้นที่ได้ แม้สัญญาเช่าจะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 และจุฬาฯ ไม่ได้ต่อสัญญาอีก
ฝ่ายจุฬาฯ ยืนยันสิทธิการครอบครองตามกฎหมาย ขณะที่นักศึกษาและศิษย์เก่าอุเทนถวายบางส่วนมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับประวัติการใช้พื้นที่และการสนับสนุนการศึกษาช่างในสมัยรัชกาลที่ 6
ความเห็นที่แตกต่างกันทำให้ข้อพิพาทดำเนินต่อเนื่องผ่านการเจรจาระหว่างหน่วยงาน การพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการทางศาล
เปิดไทม์ไลน์ข้อพิพาทที่ดินอุเทนถวาย
การดำเนินการขอคืนพื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความรุนแรงในปี 2569 แต่เป็นเรื่องที่มีความพยายามแก้ไขต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ
ปี 2518 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มเจรจาขอคืนพื้นที่จากอุเทนถวาย เพื่อดำเนินการตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัย
30 กันยายน 2546 สัญญาเช่าที่ดินสิ้นสุดลง แต่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่คืนได้
ปี 2547–2548 มีการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับการคืนพื้นที่ โดยข้อมูลข่าวย้อนหลังระบุรายละเอียดวันที่ของข้อตกลงแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องอ้างอิงเอกสารต้นฉบับสำหรับการยืนยันข้อผูกพัน
ปี 2549–2550 จุฬาฯ ส่งหนังสือขอคืนพื้นที่หลายครั้ง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการจัดหาสถานศึกษาแห่งใหม่
24 พฤศจิกายน 2552 คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ กยพ. มีมติให้อุเทนถวายขนย้ายทรัพย์สินและส่งคืนพื้นที่ พร้อมกำหนดค่าเสียหายตามมติ
ปี 2553 คณะรัฐมนตรีรับทราบมติของ กยพ. และมีการแจ้งผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปี 2554 มีการติดตามการดำเนินงานตามมติ แต่การส่งคืนพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ
ปี 2565 ข้อพิพาทเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของกระบวนการศาลปกครองสูงสุด โดยมีรายงานคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินและความชอบด้วยกฎหมายของมติ กยพ.
ปี 2567 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมาหารือแนวทางจัดหาพื้นที่ใหม่สำหรับอุเทนถวาย โดยมีการพิจารณาสถานที่หลายแห่ง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความพร้อม
ปี 2569 ปัญหาการย้ายสถานศึกษากลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง หลังกระทรวง อว. ออกมาตรการด้านความปลอดภัยและกำหนดกรอบเตรียมพื้นที่เรียนแห่งใหม่
คำวินิจฉัยศาลกับข้อโต้แย้งเรื่องที่ดินพระราชทาน
ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทอยู่ที่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับประวัติการพระราชทานที่ดินและสถานะกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย
ตามรายงานสรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่เผยแพร่ในปี 2567 ศาลมีแนวคำวินิจฉัยว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมาย และมติ กยพ. ที่กำหนดให้อุเทนถวายดำเนินการส่งคืนพื้นที่เป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย
สำหรับหลักฐานเกี่ยวกับเงินพระราชทานจำนวน 10,000 บาทในสมัยรัชกาลที่ 6 ศาลพิจารณาว่าเอกสารดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานนักเรียนเพาะช่าง แต่ไม่ได้แสดงว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้อุเทนถวายโดยเฉพาะ
ส่วนข้อโต้แย้งเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาของ กยพ. ศาลเห็นว่ามีการเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอข้อมูลและหลักฐานตามสมควรแล้ว
ดังนั้น ประเด็นกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงมีแนวคำวินิจฉัยทางกฎหมายรองรับ ขณะที่การดำเนินการส่งคืนพื้นที่ยังต้องมีมาตรการรองรับการย้ายสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม
ทั้งนี้ ข่าวย้อนหลังบางแห่งระบุว่ามีคำสั่งให้ย้ายภายใน 60 วัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 แต่รายละเอียดวันออกคำพิพากษาและคำบังคับควรตรวจสอบจากเอกสารศาลฉบับเต็มก่อนนำไปใช้อ้างอิง
ความขัดแย้งอุเทนถวาย–ปทุมวัน อีกปัญหาที่ดำเนินมาหลายปี
นอกจากเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้ว อุเทนถวายยังมีปัญหาความรุนแรงระหว่างบุคคลบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่สาธารณะ
เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและการศึกษาต้องเข้ามาดำเนินมาตรการป้องกันอย่างต่อเนื่อง
วันที่ 8 มกราคม 2567 มีรายงานเหตุทะเลาะวิวาทบริเวณทางเดินสกายวอล์กย่านสยาม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและมีการตรวจพบอาวุธมีด
วันที่ 29 มกราคม 2568 เกิดเหตุใช้อาวุธปืนทำร้ายนักศึกษาอุเทนถวายอายุ 19 ปี บริเวณใกล้ซอยจุฬาลงกรณ์ 12 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนและติดตามผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมาย
เดือนมีนาคม 2568 เกิดเหตุปะทะภายในศูนย์การค้าย่านปทุมวัน ทำให้กระทรวง อว. สั่งตรวจสอบและดำเนินการตามระเบียบกับผู้เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์สำคัญล่าสุดเกิดขึ้นวันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อมีการใช้อาวุธทำร้ายร่างกายบริเวณชานชาลาชั้น 3 ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย
เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การพิจารณามาตรการเพิ่มเติมของกระทรวง อว. เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงและลดความเสี่ยงต่อประชาชนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทที่ดินระหว่างจุฬาฯ กับอุเทนถวาย และเหตุความรุนแรงระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอุเทนถวายและปทุมวัน เป็นปัญหาคนละส่วน ซึ่งต้องดำเนินการตามข้อกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องแยกจากกัน
9 กันยายน 2569 อว. สั่งงดเรียนในพื้นที่ 90 วัน
ภายหลังเหตุการณ์บริเวณสถานีบีทีเอสสยาม กระทรวง อว. ออกคำสั่งที่ 120/2569 ลงวันที่ 9 กันยายน 2569 กำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
สาระสำคัญคือให้งดจัดการเรียนการสอนภายในพื้นที่ของทั้งสองสถาบันเป็นเวลา 90 วัน พร้อมปรับรูปแบบการจัดการศึกษาให้เหมาะสม โดยต้องรักษามาตรฐานหลักสูตรและสิทธิประโยชน์ของนักศึกษา
สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้รับมอบหมายให้เร่งจัดหาและเตรียมสถานที่ใหม่สำหรับอุเทนถวายภายในระยะเวลาที่กำหนด
ส่วนสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันต้องจัดทำแผนรองรับด้านสถานที่ในระยะยาว หากมีความจำเป็นต้องดำเนินการในอนาคต
นอกจากนี้ ทั้งสองสถาบันยังต้องรายงานความคืบหน้าต่อรัฐมนตรีทุก 30 วัน
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับความปลอดภัยและลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำ แต่ทำให้เกิดข้อเรียกร้องเรื่องความพร้อมของสถานที่เรียนทดแทน โดยเฉพาะหลักสูตรที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ
ทั้งนี้ คำสั่งงดจัดการเรียนการสอนภายในพื้นที่ไม่ใช่คำสั่งยุบสถาบัน และไม่ได้หมายความว่าการจัดการศึกษาจะต้องสิ้นสุดลง
นักศึกษาร้องทบทวนคำสั่ง ห่วงเรียนภาคปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง
หลังคำสั่งมีผลบังคับใช้ นักศึกษาอุเทนถวายต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอน ขณะที่การฝึกปฏิบัติบางส่วนไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
วันที่ 19 ตุลาคม 2569 กลุ่มนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการงดใช้พื้นที่ โดยเสนอให้เปิดอาคารเรียนและห้องปฏิบัติการเดิมระหว่างเตรียมสถานที่แห่งใหม่
ข้อเรียกร้องยังครอบคลุมถึงการเปิดเผยข้อมูลแผนย้ายสถานศึกษา การจัดตั้งคณะทำงานร่วม และการกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
วันที่ 20 ตุลาคม ตัวแทนนักศึกษาเข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิทางการศึกษาและพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม
ฝ่ายนักศึกษาเห็นว่าการดำเนินการกับผู้กระทำผิดควรเป็นไปตามกฎหมาย ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงนักศึกษาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง ซึ่งยังมีความจำเป็นต้องเรียนและฝึกทักษะให้ครบตามหลักสูตร
21 ตุลาคม นักศึกษาอุเทนถวายกว่า 300 คน ประกาศยุติความรุนแรง
วันที่ 21 ตุลาคม 2569 กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวายกว่า 300 คน รวมตัวกันภายในสถานศึกษา ก่อนเดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นข้อเสนอให้ตำรวจเป็นคนกลางประสานการเจรจากับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วยการจัดเวทีพูดคุยร่วมกัน การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU และการจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาของทั้งสองสถาบัน
กลุ่มนักศึกษาประกาศพร้อมยุติความรุนแรง และยอมรับว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าการยุติความรุนแรงและการย้ายสถานศึกษาเป็นคนละประเด็น โดยไม่ว่าจะเรียนอยู่ในพื้นที่เดิมหรือย้ายไปสถานที่แห่งใหม่ ก็พร้อมยุติการทะเลาะวิวาท
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนของนักศึกษาอุเทนถวายที่เข้าร่วมกิจกรรม ส่วนการจัดทำข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการยังต้องรอการหารือกับอีกสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ศิษย์เก่าขอความชัดเจนพื้นที่ใหม่ ห่วงกระทบนักศึกษากว่า 1,000 คน
ขณะเดียวกัน กลุ่มศิษย์เก่าอุเทนถวายจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินและผลกระทบจากคำสั่งงดเรียน 90 วัน
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความพร้อมของสถานที่เรียนแห่งใหม่ รวมถึงความจำเป็นในการใช้ห้องปฏิบัติการสำหรับการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์
ฝ่ายสมาคมศิษย์เก่าระบุว่านักศึกษากว่า 1,000 คนอาจได้รับผลกระทบจากการไม่สามารถส่งชิ้นงานหรือเข้าทดสอบภาคปฏิบัติได้ตามกำหนด ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของหลักสูตร
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลว่าสถานที่เรียนแห่งใหม่อาจยังไม่พร้อมรองรับนักศึกษา เนื่องจากต้องเตรียมอาคารและอุปกรณ์เพิ่มเติม
ข้อเสนอสำคัญคือให้พิจารณาเปิดพื้นที่เดิมสำหรับการเรียนภาคปฏิบัติเป็นการชั่วคราว พร้อมเร่งจัดทำแผนรองรับที่มีความชัดเจนทั้งด้านสถานที่ งบประมาณ และกำหนดเวลา
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 คนเป็นข้อมูลที่ฝ่ายสมาคมศิษย์เก่าเปิดเผย ยังต้องตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยเพื่อยืนยันตัวเลขที่แน่นอน
รัฐบาลยืนยันเดินหน้าแก้ปัญหา พร้อมดูแลคุณภาพการศึกษา
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยืนยันว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพการศึกษาของนักศึกษาเป็นสำคัญ
กระทรวง อว. เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เพื่อกำหนดแนวทางจัดสถานที่เรียนชั่วคราว การจัดการเรียนภาคปฏิบัติ และมาตรการช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน
รัฐมนตรีย้ำว่าการย้ายสถานศึกษาต้องไม่ทำให้มาตรฐานการศึกษาลดลง และต้องมีแนวทางรองรับนักศึกษาอย่างเหมาะสม
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่เดิม นายยศชนันระบุว่าไม่มีความประสงค์นำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์
สำหรับแผนจัดหาสถานที่ใหม่ ก่อนหน้านี้เคยมีการพิจารณาหลายทางเลือก ทั้งพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการและพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก แต่ยังต้องติดตามความพร้อมของอาคาร เครื่องมือ และการจัดการเรียนการสอนก่อนกำหนดเป็นสถานที่รองรับอย่างเป็นทางการ
ล่าสุด 22 ตุลาคม 2569 จับตาหารือหาทางออกอุเทนถวาย
สถานการณ์ล่าสุดในช่วงเช้าวันที่ 22 ตุลาคม 2569 กระทรวง อว. มีกำหนดหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงบ่าย เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาของอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
การประชุมครั้งนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานที่เรียนทดแทน ความพร้อมของห้องปฏิบัติการ การจัดการเรียนการสอนให้ครบตามหลักสูตร และมาตรการช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือแนวทางความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน หลังนักศึกษาอุเทนถวายประกาศพร้อมยุติความรุนแรง และเสนอให้มีการเจรจาผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำหรับข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน แม้จะมีแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดรองรับสิทธิของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว แต่การดำเนินการส่งคืนพื้นที่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดหาสถานศึกษาที่เหมาะสมและการเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา
โจทย์สำคัญของหน่วยงานภาครัฐในระยะต่อไปคือการกำหนดแผนดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งด้านความปลอดภัย การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนต่อได้อย่างมีคุณภาพ
การหารือวันที่ 22 ตุลาคม 2569 จึงเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดำเนินมายาวนาน โดยยังต้องรอผลการประชุมและรายละเอียดมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
