รู้จัก "โรคไข้นกแก้ว" ติดแล้วอาการเป็นอย่างไร - ป้องกันด้วยวิธีไหน?

ในปัจจุบัน เทรนด์การเลี้ยงนกหรือการทำกิจกรรมใกล้ชิดกับสัตว์ปีกได้รับความนิยมมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่าท่ามกลางความน่ารักนั้นมีภัยเงียบที่ชื่อว่า "โรคไข้นกแก้ว" (Psittacosis) ซ่อนอยู่ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ดีขึ้น เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีและปลอดภัยทั้งคนและสัตว์เลี้ยง
โรคไข้นกแก้ว คืออะไร?
โรคไข้นกแก้ว (Psittacosis) เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia psittaci โดยมีสัตว์ปีกเป็นพาหะนำโรคหลัก ไม่ว่าจะเป็นนกแก้ว นกพิราบ นกเลิฟเบิร์ด หรือสัตว์ปีกชนิดอื่นๆ
ช่องทางการติดต่อ: ติดจากนกสู่คนได้อย่างไร?
เชื้อร้ายนี้ไม่ได้ติดต่อผ่านการโดนกัดเท่านั้น แต่สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ผ่านทาง:
การหายใจ: สูดดมละอองฝอยที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไป
สารคัดหลั่ง: สัมผัสโดยตรงกับน้ำมูก หรือน้ำตาของนกที่ติดเชื้อ
มูลและขน: เชื้อจากมูลนกที่แห้งแล้วหรือเศษขนสามารถฟุ้งกระจายในอากาศและเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายดาย
เช็กอาการ... แบบไหนเสี่ยงเป็นไข้นกแก้ว?
หากคุณมีการสัมผัสใกล้ชิดกับนกหรือสัตว์ปีก และภายใน 5-14 วัน มีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที:
1. มีไข้สูงและหนาวสั่น
2.ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
3.ไอแห้งๆ
4.ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ
ข้อควรระวัง: เมื่อไปพบแพทย์ "ต้องแจ้งประวัติการสัมผัสสัตว์ปีกหรือการเลี้ยงนก" ให้แพทย์ทราบโดยละเอียด เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว
3 วิธีป้องกัน "โรคไข้นกแก้ว" อย่างได้ผล
สำหรับคนรักนกหรือผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดสัตว์ปีก สามารถป้องกันตัวเองได้ง่ายๆ ดังนี้:
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน: ทุกครั้งที่ทำความสะอาดกรงนก เก็บมูลนก หรือสัมผัสซากสัตว์ปีก ควร สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือ เพื่อป้องกันการสูดดมเชื้อและการสัมผัสโดยตรง
- รักษาความสะอาด: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง หลังจากสัมผัสตัวนกหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในกรงนก
- หมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยง: หากนกมีอาการซึม ไม่กินอาหาร หรือมีน้ำมูก ควรแยกนกออกและปรึกษาสัตวแพทย์ทันที
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
