ทำไม "เอไอ" ถึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของโลกหนักขึ้น? เตือน เด็กจบใหม่-ผู้หญิง ถูกแทนที่งานเยอะสุด

"เอไอ" ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของโลกหนักขึ้น? เตือน เด็กจบใหม่-ผู้หญิง ถูกแทนที่งานเยอะสุด
จนแล้วจนต่อ รวยแล้วรวยอีก? ประเทศที่พัฒนาแล้วจะไปได้กว่าเดิม เมื่อมีเอไอเข้ามาช่วย แต่ประเทศที่ยากจน เข้าถึงเอไอไม่ได้ ก็จะถูกทิ้งเอาข้างหลัง นี่ความคำเตือนที่ออกมาล่าสุด จากทางสหประชาติ ที่บอกว่าโลกของเรากำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศครั้งใหม่เพราะปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ
ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งถูกยกให้เป็นเทคโนโลยีแห่งโลกยุคใหม่ เป็นความหวังของศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้พาโลกไปสู่ความเท่าเทียมอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง หากแต่กำลังจะกลายเป็น ตัวเร่ง ตัวกระตุ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในโลก เส้นแบ่งระหว่างประเทศร่ำรวย และยากจน จะถูกขยายกว้างออกไปอีก นี่คือข้อสรุปสำคัญจากรายงานล่าสุดของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เรื่อง The Next Great : Divergence Why AI May Widen Inequality Between Countries ซึ่งเป็นคำเตือนว่า โลกของเราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความแตกต่างครั้งใหญ่รอบใหม่ หากรัฐบาลทั่วโลกไม่เร่งวางนโยบายรับมืออย่างจริงจัง
เพราะการมาของเอไอ คือ จุดเปลี่ยนโลกครั้งสำคัญ UNDP ระบุว่า AI เป็นเทคโนโลยีแบบ general-purpose technology เช่นเดียวกับเครื่องจักรไอน้ำหรือไฟฟ้าในอดีต ซึ่งมีพลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการทำงานอย่างลึกซึ้ง
แต่ความแตกต่างสำคัญในวันนี้ คือ การกระจายประโยชน์ของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ประเทศที่มีความพร้อมสูง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษา เงินทุน และสถาบันรัฐที่เข้มแข็ง จะสามารถนำ AI ไปต่อยอดเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดการลงทุน และยกระดับรายได้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางจำนวนมากกลับเริ่มต้นจากจุดที่เสียเปรียบ
รายงานของสหประชาชน ยังบ่งชี้อีกว่า ความเหลื่อมล้ำนี้มีภาพที่ชัดเจนที่สุดในพื้นที่กลุ่มภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งความพร้อมด้านดิจิทัลที่แตกต่างกันมาก ประเทศอย่างสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีนกำลังลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานเอไอและทักษะบุคลากร และมีอัตราการใช้งาน AI ในระดับสูง ครอบคลุมทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการรัฐ แต่ในอีกหลายประเทศ สัดส่วนผู้ใช้ AI ยังต่ำกว่า 10% ของประชากร ประชาชนจำนวนมากยังขาดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพ หรือแม้แต่ทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน
ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมากกว่า 55%ของโลก อยู่ใจกลางการเปลี่ยนผ่านด้านเอไอ ปัจจุบันภูมิภาคนี้มีผู้ใช้งานเอไอกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นพื้นที่ที่เอไอกำลังขยายบทบาทด้านนวัตกรรมอย่างรวดเร็ว เช่นจีนที่ปัจจุบันนี้ถือครองสิทธิบัตรเอไอเกือบ 70% ของทั่วโลก และจำนวนสตาร์ตอัปด้านเอไอที่ได้รับทุนกว่า 3,100 รายใน 6 เศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งเอไออาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในภูมิภาครายปีได้ราว 2 จุด% และเพิ่มผลผลิตในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น สาธารณสุขและการเงิน ได้ถึง 5% ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนเพียงอย่างเดียวอาจมีมูลค่า GDP เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในทศวรรษหน้านี้
ส่วนในแง่ของเศรษฐกิจและปากท้องของผู้คน ในมุมภาพรวมใหญ่ภาพกว้างแน่นอนว่าเอไอจะเข้ามาเป็นตัวช่วยสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล UNDP ประเมินว่า AI สามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP และผลิตภาพแรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การเงิน โลจิสติกส์ และบริการดิจิทัล
แต่ก็หมายความว่างานจำนวนมากก็จะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติไปด้วย และหากแต่ละประเทศ แต่ละรัฐบาลไม่มีหลักการด้านจริยธรรมในการกำกับดูแลเอไออย่างทั่วถึงครอบคลุม ก็จะทำให้คนต้องตกงาน หรือถูกแย่งงานไป และสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ดังกล่าวก็จะไปกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ร่ำรวย เพราะมีทุนมนุษย์และทุนเทคโนโลยีสูง ส่วนประเทศยากจนหรือกำลังพัฒนาก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะส่วนใหญ่ยังคงต้องพาแรงงานทักษะต่ำและเศรษฐกิจนอกระบบ
ถามว่าแล้วประเทศไทย เราอยู่ตรงไหนของเอไอ และโลก เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่ คำตอบ คือ เรายังไม่ใช่ผู้นำ และสิ่งสำคัญ คือ ตัวเราเอง ในภาคของแรงงานก็ต้องเร่งปรับตัวด้วย เพราะเอไอจะเข้าแย่งงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ และงานของผู้หญิง
ดัชนีความพร้อมด้านเอไอ (AI Preparedness Index: AIPI) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 52 จาก 170ประเทศ และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานดิจิทัลของไทยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตามดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ของ UNDP ซึ่งวัดจากสุขภาพ การศึกษา และรายได้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 76 จาก 193 ประเทศ
นีฟ คอลีเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประเทศไทยกล่าวว่า ช่องว่างระหว่างความพร้อมด้านเอไอกับการพัฒนามนุษย์ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านดิจิทัล แต่ประชาชนอาจยังไม่อยู่ในจุดที่พร้อมปรับตัวกับเอไอได้ทันท่วงที เพื่อได้รับประโยชน์จากโอกาสที่มาพร้อมกับ AI ได้เต็มที่ หรือถูกปกป้องจากการเปลี่ยนแปลงหรือการหยุดชะงักที่เกิดจาก AI
ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนในประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการศึกษาที่ครอบคลุม ทักษะดิจิทัล และระบบที่ปกป้องชุมชนจากความเสี่ยงใหม่ ๆ เพื่อให้เอไอเป็นเทคโนโลยีที่ส่งเสริมอนาคตที่ยุติธรรมและยั่งยืนมากขึ้นสำหรับทุกคน
นอกจากนี้ทาง UNDP ยังประเมินด้วยว่า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมอย่างจริงจัง แรงงานบางกลุ่มจะได้รับผลกระทบสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้หญิง แรงงานหรือเด็กจบใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นอาชีพ อายุ 22-25 ปี เป็นกลุ่มหลักที่มีความเสี่ยงว่าตำแหน่งงานต่างๆ จะถูก AI เข้ามาทดแทนได้ มีการจ้างงานคนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนงานสำหรับผู้หญิงก็ยังมีความเปราะบางมากเป็นพิเศษ เพราะสามารถทำให้เป็นระบบอัตโนมัติได้มากกว่างานของผู้ชายเกือบสองเท่า
นอกจากนี้ 1 ใน 4 ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะเผชิญการสูญเสียตำแหน่งงานไป จากการนำเอา AI เข้ามาใช้แทนที่คน และยังมีความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 40% ภายในปี 2570 จากการใช้งาน AI ที่ขาดการกำกับดูแล
ทั้งนี้รายงานดังกล่าวของ UNDP ย้ำและชี้ว่า ทางออกของปัญหาไม่ใช่การชะลอเทคโนโลยี แต่ต้องเร่งพัฒนาทักษะมนุษย์ควบคู่กับการลงทุนด้านดิจิทัลและกฎระเบียบที่ครอบคลุม ตั้งแต่การสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีพื้นฐาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์และศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงการปรับปรุงกฎหมายและงบประมาณระยะยาว เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่ปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
