เปิดสถิติภัยออนไลน์ 4 เดือน เสียหาย 7.48 พันล้าน “แก๊งลงทุน” ครองแชมป์ดูดเงิน

120 วัน คนไทยเสียหายกว่า 7.48 พันล้านบาท
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย เพื่อสกัดช่องทางสำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ
ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ระบุว่า ช่วงวันที่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 หรือเพียง 120 วัน มีประชาชนแจ้งความคดีออนไลน์รวม 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายสูงถึง 7.48 พันล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า อาชญากรรมไซเบอร์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และแทรกซึมอยู่ในทุกกิจกรรมออนไลน์ของประชาชน ตั้งแต่การซื้อขายสินค้า การลงทุน ไปจนถึงการใช้แอปพลิเคชันในชีวิตประจำวัน
“หลอกซื้อขายสินค้า” ยังครองอันดับ 1
จากการวิเคราะห์ของทีมงาน ACSC พบว่า รูปแบบการหลอกลวงที่พบมากที่สุด คือ การหลอกซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ มีจำนวนถึง 85,215 คดี คิดเป็นเกือบ 70% ของคดีทั้งหมด
แม้ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีจะอยู่ที่ประมาณ 15,727 บาท แต่เมื่อรวมทั้งระบบกลับกลายเป็นเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือฤดูชอปปิงออนไลน์ที่ยอดคดีจะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
เดือนมีนาคม 2569 ถือเป็นช่วงพีคของการหลอกลวงประเภทนี้ มีผู้เสียหายกว่า 22,908 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 353.3 ล้านบาท ก่อนจะเริ่มลดลงในเดือนเมษายน ซึ่งภาครัฐมองว่าเป็นผลจากมาตรการแจ้งเตือนภัยและการปิดกั้นบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง
แก๊งลงทุนออนไลน์ ตัวการใหญ่ดูดเงินกว่า 5.9 พันล้าน
แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่ากลุ่มซื้อขายสินค้าออนไลน์ แต่ “แก๊งหลอกลงทุน” กลับสร้างมูลค่าความเสียหายมากที่สุด
ข้อมูลระบุว่า คดีหลอกลวงเชิงผลประโยชน์และการลงทุน สร้างความเสียหายรวมถึง 5,997.7 ล้านบาท หรือกว่า 80% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด โดยค่าเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงถึง 166,449 บาท
รูปแบบที่พบส่วนใหญ่คือ การชักชวนลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันแชต และแพลตฟอร์มปลอม อ้างผลตอบแทนสูงในระยะสั้น ก่อนปิดระบบหนี หรือไม่สามารถถอนเงินได้
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ ACSC ระบุว่า จำนวนคดีเริ่มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีในเดือนมกราคม เหลือ 6,642 คดีในเดือนเมษายน หรือลดลงประมาณ 34.5% ภายใน 4 เดือน สะท้อนผลจากมาตรการตัดเส้นทางการติดต่อของมิจฉาชีพ และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น
ภัยไซเบอร์ยุคใหม่ “แฮก-ฟิชชิง-เรียกค่าไถ่” น่ากังวลที่สุด
แม้จะมีจำนวนคดีเพียง 673 คดี หรือคิดเป็น 0.55% ของทั้งหมด แต่กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์เชิงเทคนิค กลับถูกจับตาว่าเป็น “ภัยคุกคามระดับสูง”
คดีในกลุ่มนี้รวมถึงการโจมตีแบบฟิชชิง (Phishing) การแฮกระบบ และ Ransomware ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทางเทคนิคขั้นสูง โดยมีค่าเสียหายเฉลี่ยต่อคดีสูงถึง 211,686 บาท มากที่สุดในทุกกลุ่มคดี
เฉพาะเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบคดีในลักษณะนี้ถึง 385 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 87.7 ล้านบาท สะท้อนว่า ขบวนการมิจฉาชีพเริ่มใช้เทคนิคซับซ้อนมากขึ้น และมุ่งโจมตีทั้งประชาชนทั่วไปและองค์กรธุรกิจ
รัฐบาลย้ำ “มีสติ ไม่เชื่อ ไม่โอน”
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อข้อความ ลิงก์ หรือบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ โดยควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานต้นสังกัดทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม
นอกจากนี้ ก่อนลงทุนใด ๆ ควรตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบ “SEC Check First” เพื่อยืนยันว่าบริษัทหรือแพลตฟอร์มนั้นมีตัวตนจริง รวมถึงหลีกเลี่ยงการโอนเงิน หากยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีปลายทางอย่างละเอียด
ท่ามกลางการพัฒนาของเทคโนโลยีและโลกดิจิทัลที่เดินหน้าอย่างรวดเร็ว สงครามระหว่างรัฐกับอาชญากรไซเบอร์จึงไม่ได้จบลงเพียงการจับกุม แต่คือการแข่งขันด้านความเร็วในการป้องกัน สื่อสาร และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
