สิงคโปร์แจก 1.8 ล้าน กระตุ้นคนมีลูกได้จริง? บทเรียนจากสิงคโปร์ถึงไทย

สิงคโปร์แจกเงินเกือบ 1.8 ล้านบาทต่อเด็กหนึ่งคนหวังช่วยให้คนรุ่นใหม่ตัดสินใจมีลูกมากขึ้น
แต่เม็ดเงินจำนวนนี้ จะเปลี่ยนใจคนที่ไม่อยากมีลูกได้จริงหรือ?
สิงคโปร์ ต้องเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อยเข้าขั้นวิกฤต
เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์รวม หรือ TFR ของสิงคโปร์
ลดจากประมาณ 1.24 เมื่อสิบปีก่อน เหลือ 0.97 ในปี 2024
และลดลงอีกเหลือเพียง 0.87 ในปี 2025 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
แม้สิงคโปร์จะมีระบบสวัสดิการสำหรับครอบครัวที่ค่อนข้างเข้มแข็ง แต่คนรุ่นใหม่กลับมีลูกน้อยลง
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่ารัฐจะช่วยเท่าไร
แต่คือ รัฐต้องช่วยมากแค่ไหน จึงจะทำให้คนที่ยังไม่อยากมีลูก เปลี่ยนใจได้จริง?
ล่าสุดรัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ประกาศเพิ่มการสนับสนุนสำหรับเด็กชาวสิงคโปร์ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2027 โดยมูลค่าความช่วยเหลือรวมอาจสูงเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 17 ปี
เงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินก้อนที่พ่อแม่ได้รับทันที
แต่เป็นชุดสวัสดิการที่ครอบคลุมตั้งแต่เงินช่วยเหลือแรกเกิด เงินสนับสนุนรายปี เงินเพื่อการศึกษา
สิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร ไปจนถึงมาตรการด้านที่อยู่อาศัย เช่น การเพิ่มสิทธิในการจับสลากซื้อบ้านหลังแรกตามจำนวนบุตร
แนวคิดสำคัญของสิงคโปร์จึงไม่ใช่เพียง แจกเงินให้คนมีลูก
แต่คือการพยายาม ลดต้นทุนของการมีลูกตลอดช่วงชีวิตของเด็ก
เพราะการตัดสินใจมีลูกไม่ได้เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายตอนคลอดเพียงอย่างเดียว
มันรวมถึงค่าดูแลเด็ก ค่าเรียน ที่อยู่อาศัย เวลาในการเลี้ยงลูก ต้นทุนจากการหยุดงาน รวมถึงความมั่นคงของครอบครัวในระยะยาว
แล้วมาตรการกระตุ้นการมีบุตรของไทยล่ะ
ประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือครอบครัวอยู่หลายด้าน
ทั้งการเพิ่มสิทธิการลาคลอดและการลาเพื่อดูแลบุตร การสนับสนุนการรักษาภาวะมีบุตรยาก การดูแลเด็กผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงสิทธิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมยังได้รับเงินสงเคราะห์บุตรตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี ในอัตรา 1,000 บาทต่อเดือน
ส่วนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน ก็มีการผลักดันให้ปรับปรุงการช่วยเหลือเพิ่มเติม
แต่เมื่อมองในภาพรวม จะเห็นความแตกต่างที่สำคัญมาตรการของไทยจำนวนมากมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระของครอบครัว หรือช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ขณะที่แนวทางของสิงคโปร์พยายามออกแบบสิทธิประโยชน์ให้เชื่อมโยงกับ ต้นทุนของการสร้างครอบครัวในหลายช่วงชีวิต
ไทยแจกน้อยกว่าสิงคโปร์หรือไม่? อาจไม่สามารถเปรียบเทียบได้ชัด ด้วยจำนวนประชากร และโครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างกัน
แต่หากตั้งคำถามว่า ประเทศไทยกำลังลดต้นทุนของการมีลูกได้ครบแค่ไหน
เพราะการมอบเงินสงเคราะห์บุตร มาตรการเรียนฟรี 15 ปี รวมไปถึงการให้ศูนย์เลี้ยงเด็กช่วยดูแลบุตรหลาน
ยังไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงของการมีครอบครัวได้ทั้งหมด
ขณะที่สิทธิการรักษาภาวะมีบุตรยากอาจช่วยคนที่อยากมีลูกแต่มีไม่ได้
แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามของคนอีกกลุ่มที่มีลูกได้ แต่เลือกที่จะไม่มี
นี่คือจุดสำคัญของวิกฤตประชากรยุคใหม่
ไทย และสิงคโปร์ ต่างมีมาตรการช่วยเหลือครอบครัวที่มีบุตร ด้วยการมอบสวัสดิการ เพื่อหวังกระตุ้นการสร้างครอบครัว
แต่สิ่งที่สิงคโปร์พยายามทำคือการสร้าง ระบบนิเวศของการมีลูกและสิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัว
ส่วนมาตรการของไทยกระจายอยู่ในหลายระบบ
ซึ่งการช่วยเหลือบางส่วนยังมุ่งไปที่การบรรเทาความยากจนมากกว่าการลดต้นทุนของการสร้างครอบครัว
อย่างไรก็ตามสวัสดิการจูงใจการมีบุตร ในรูปแบบของตัวเงิน หรือสิทธิพิเศษต่างๆ อาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเงื่อนไขเพียงพอในการแก้ปัญหาวิกฤตประชากร
เพราะเงินอาจลดต้นทุนของการมีลูก แต่แรงจูงใจในการมีลูก และสร้างครอบครัวอาจต้องสร้างจากทั้งระบบของชีวิต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
