บ้านใหญ่บุรีรัมย์ ดันโสภณสู่เก้าอี้ประธานสภา?

ครูโสภณจากบุรีรัมย์ สู่เก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
ท่ามกลางกระดานการเมืองหลังเลือกตั้งต้นปี 2569 ชื่อของ โสภณ ซารัมย์ ถูกพูดถึงในฐานะแคนดิเดตเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตำแหน่งที่กำหนดจังหวะการประชุม ควบคุมข้อบังคับ และวางกรอบการอภิปรายในสภา เส้นทางชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากเวทีใหญ่ในกรุงเทพฯ หากเริ่มจากห้องเรียนในอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนค่อย ๆ ไต่ระดับผ่านหลายยุคหลายพรรค จนกลายเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของเครือข่ายการเมืองบุรีรัมย์
การมาถึงจุดนี้เป็นผลจากสายสัมพันธ์ทางสังคม การจัดวางบทบาททางการเมือง และจังหวะเวลาที่สอดรับกับโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่
จากห้องเรียนสู่สนามเลือกตั้ง
โสภณเกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 เติบโตในครอบครัวของกำนันสนั่น ซารัมย์ พื้นเพชีวิตผูกพันกับการเมืองท้องถิ่นตั้งแต่วัยเยาว์ หลังสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ เริ่มต้นอาชีพครู ภาพลักษณ์ครูบ้านนอกที่ใกล้ชิดชุมชนและเครือญาติ กลายเป็นทุนทางสังคมสำคัญเมื่อก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งระดับชาติ
ปี 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย ก่อนขยับสังกัดตามแรงเหวี่ยงของการเมืองระดับประเทศ ทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน และท้ายที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย การเปลี่ยนผ่านหลายพรรคตลอดสองทศวรรษ ทำให้ผ่านทั้งช่วงรุ่งเรืองและช่วงเปลี่ยนขั้วของการเมืองไทย
การเมืองยุคเปลี่ยนขั้วและเครือข่ายบุรีรัมย์
หลังการยุบพรรคพลังประชาชนในปี 2551 กลุ่ม ส.ส. ส่วนหนึ่งย้ายขั้วมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ การเคลื่อนตัวครั้งนั้นทำให้โสภณเข้าไปอยู่ในวงในของเครือข่ายบุรีรัมย์ที่มี เนวิน ชิดชอบ เป็นศูนย์กลาง และต่อยอดบทบาทของจังหวัดในระดับประเทศ
ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โสภณดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชื่อของโสภณผูกกับโครงการระบบราง ถนน และท่าอากาศยานหลายโครงการ วาระโครงสร้างพื้นฐานช่วงเวลาดังกล่าวมีผลต่อทิศทางการคมนาคมไทยในระยะยาว แม้เผชิญแรงตรวจสอบจากฝ่ายค้าน แต่ผ่านการลงมติไว้วางใจและดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง
การยืนระยะในสายงานโครงสร้างพื้นฐานทำให้ภาพลักษณ์แตกต่างจากนักการเมืองสายวาทกรรม บทบาทเน้นการทำงานผ่านกลไกบริหารและโครงการขนาดใหญ่
การคัมแบ็กสู่ฝ่ายบริหารและจังหวะสู่สภา
ภายหลังช่วงพักบทบาทในฝ่ายบริหาร ชื่อของโสภณกลับมาอยู่ในสมการการเมืองอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดก่อนหน้า ควบคู่กับการทำงานในสภาผ่านบทบาทกรรมาธิการ
หลังการเลือกตั้งปี 2569 ชื่อโสภณถูกเสนอเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ยังต้องรอขั้นตอนรับรองผลเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่การปรากฏชื่อในวงเจรจาระดับต้นสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจภายในพรรคและพรรคร่วม
บ้านใหญ่บุรีรัมย์ จากยุคผู้ก่อตั้งสู่ยุคเครือข่าย
การถูกเสนอชื่อของ โสภณ ซารัมย์ ทำให้เกิดการย้อนมองบทบาทของกลุ่มการเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ในช่วงที่ ชัย ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรในรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำทางการเมืองระดับจังหวัดก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีระดับชาติ ต่อมาโครงสร้างการทำงานทางการเมืองของจังหวัดพัฒนาไปในลักษณะเครือข่ายความร่วมมือที่กว้างขึ้น ทั้งในระดับพื้นที่และระดับพรรค โดยมี เนวิน ชิดชอบ ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือทางการเมือง การก้าวขึ้นของโสภณในวัย 66 ปีจึงถูกมองว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งของความต่อเนื่องดังกล่าว ที่ฉายภาพการเติบโตของกลุ่มการเมืองบุรีรัมย์จากบทบาทรายบุคคลสู่การทำงานเป็นระบบมากขึ้น พร้อมทั้งทำให้เกิดการจับตาดุลอำนาจระหว่างภูมิภาคกับส่วนกลาง และความสมดุลระหว่างพรรคแกนนำกับพรรคร่วมในสภาผู้แทนราษฎร.
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
