เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,545-1,560 จุด โดยตลาดยังคงคาดหวังเชิงบวกต่อความคืบหน้าการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสหรัฐฯและอิสราเอลได้โจมตีเรืออิหร่านหลายลำในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สะท้อนว่าการเจรจายังคงมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวอีกรอบ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้น 2% สู่ระดับ US$98 ต่อบาร์เรล ส่วน Bond Yield สหรัฐฯยืนทรงตัวหลังจากปรับลงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน
ด้านปัจจัยในประเทศ ตัวเลขนำเข้า-ส่งออกไทยเดือน เม.ย. พุ่งขึ้นแรงกว่าคาด แต่ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะเป็นกว่า US$1 หมื่นล้าน ซึ่งยังเป็นปัจจัยลบต่อ GDP อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคองจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มใช้จ่ายในเดือน มิ.ย.-ก.ย. หนุนกำลังซื้อในช่วงปลาย 2Q26 และชัดเจนขึ้นใน 3Q26 จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบราว 1.75 แสนลบ. กอปรกับสมมติฐานปัจจุบันที่คาดว่าสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานจะเริ่มทยอยผ่อนคลายลงใน 2H26 เรายังคาดหวังจะเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับมาไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง โดยมีโอกาสเกิด Sector Rotation ออกจากกลุ่มที่ Outperform ช่วงก่อนหน้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ปิโตรเคมี เป็นต้น เข้าหากลุ่ม Domestic/Consumption Play Anti-Commodity และ Yield Sensitive เช่น ไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ท่องเที่ยว ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งยัง Laggard ให้กลับมา Outperform ได้
กลยุทธ์ : เลือกหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 2Q26-2H26 แข็งแกร่ง และได้อานิสงส์บวกหากสงครามผ่อนคลาย
หุ้นเด่นเดือน พ.ค : BBL, CPALL, ITC, SCGP, WHAUP
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CBG
• ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท
• เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 ของ CBG ฟื้นตัวเป็น 637 ลบ. +4% q-q หนุนจากยอดขายในประเทศ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา แม้รายได้ต่างประเทศยังถูกกดดันจากการหายไปของตลาดกัมพูชา รวมถึง margin ที่ลดลงจากต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม SG&A เริ่มดีขึ้นจาก utilization โรงงานที่สูงขึ้นและลูกค้า OEM ใหม่
• ผู้บริหารเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่างประเทศเพื่อสร้าง growth driver ใหม่ทดแทนกัมพูชา ผ่านการขาย concentrate และให้ OEM ท้องถิ่นผลิต/จัดจำหน่ายใน UK, Afghanistan และจีน หากโมเดลนี้สำเร็จจะเป็นบวกต่อกำไรตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
• แนวรับ 41.25//39.50 บาท แนวต้าน 45//48 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะยังคงตอบรับทางบวกต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน แม้จะมีข่าวสหรัฐฯโจมตีเรือของอิหร่านเช้านี้ก็ตาม อีกตัวแปรหน้า คือความกังวลเงินเฟ้อที่ลดลง ตลาดหุ้นไทย เริ่มมีแรงซื้อกระจายกันไปในหลายๆกลุ่ม แม้หุ้นน้ำมัน จะเป็นผู้เสียประโยชน์จากข่าวเตรียมการหยุดยิงครั้งนี้ก็ตาม
ปัจจัยในประเทศ
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" แห่ลงทะเบียนวันแรกทะลุ 23.7 ล้านคน ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 23,755,197 คน โดยเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,012,406 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่จำนวน 5,742,791 คน ตัวเลขนี้สะท้อนความเชื่อมั่นและจะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
- ไทยขาดดุลการค้าทำสถิติ: ผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลให้การนำเข้าราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขขาดดุลการค้าของไทยเดือน เม.ย. แตะ 10,021 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกว้างที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1991 โดยยอดการนำเข้าพุ่งขึ้นถึง 45% (41,604 ล้านดอลลาร์) สูงกว่าการคาดการณ์ ขณะที่การส่งออกขยายตัวที่ 23.1% (31,583 ล้านดอลลาร์)
- ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI): นายกฯ นำทีมไทยแลนด์หารือ 5 บริษัทยักษ์ฝรั่งเศส (Airbus, EssilorLuxottica, Imerys, Thales, IN Groupe) ผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมอนาคต การเข้ามาของนักลงทุนต่างประเทศในรูปแบบ FDI จะหนุนภาพรวมการลงทุนของไทยให้สูงขึ้น โดยหุ้นที่ได้อานิสงส์เป็นลำดับต้นๆ คือกลุ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรม อาทิ WHA, AMATA, PIN, ROJNA
- CCET ติด Cash Balance: ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศให้หุ้น CCET เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 (ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance) ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. - 15 มิ.ย. 2569
- Fund Flow และตลาดการเงิน: นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในตลาดหุ้น (SET+MAI) มูลค่า 857 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตลาดตราสารหนี้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า (Net Buy) มูลค่า 1,104 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี ปรับลดลงเล็กน้อยมาปิดที่ 1.76% ค่าเงินบาทปิดที่ 32.47 บาท/ดอลลาร์ โดยตลาดยังรอดูท่าทีการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ตลาดกระดานรายใหญ่ (BIG LOT) พบ KBANK-F มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดที่ 466.74 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 196.26 บาท/หุ้น
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สื่อในอิหร่านยืนยันว่า โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางไปยังกาตาร์เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เช้าวันนี้ มีข่าว กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงการณ์ว่ากองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน โดยพุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธและเรือที่พยายามวางทุ่นระเบิด (ทางตอนใต้ของเกาะ Larak) ……. ข่าวเช้านี้ หนุนราคาน้ำมันดิบ Brent ให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ที่ $97.8 / +1.6 เหรียญ หลังตลาดทราบข่าวการโจมตีครั้งนี้
- ทิศทางตลาดสหรัฐฯ และ Bond Yield: ตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการไป 1 วัน และจะกลับมาเปิดซื้อขายในวันนี้ คาดว่าจะรับแรงบวกตามตลาดเอเชียและยุโรป แนวโน้มเงินเฟ้อที่จะลดลงหลังจบสงคราม จะกดให้ Bond Yield ปรับตัวลง ซึ่งจะเป็นบวกต่อการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มเติบโตและสินทรัพย์เสี่ยง แต่จะเป็นปัจจัยลบกดดันหุ้นสถาบันการเงินที่มีรายได้หลักจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM)
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,530-1,540 แนวต้าน 1,560-1,580 แนะนำลงทุนใน Theme ที่เข้ากับมาตรการกระตุ้นของภาครัฐฯ อย่าง ค้าปลีก/ส่ง/ศูนย์การค้า CPAXT, CPN, CPALL, BJC, TNP, MOTHER อิเล็กฯ /นิคมฯ/สาธารณูปโภค CCET, KCE, HANA, SMT, AMATA, WHA, GULF, GPSC, WHAUP, EASTW การเงิน TIDLOR, MTC, SINGER, SGC, SCAP
STGT* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 11.80 บาท) บริษัทมีกำไร 1Q69 ที่ 384 ล้านบาท ฟื้นตัว QoQ จากขาดทุน 504 ล้านบาท รายได้รวม +4%QoQ จากการกลับมาผลิตได้ตามปกติภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยปริมาณขาย +5%QoQ ราคาขายเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ +2%QoQ (ใน tern USD) ส่วน U-rate ขยับขึ้นมาที่ 84.2% ต้านต้นทุนขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราคาน้ำยางธรรมชาติ/สังเคราะห์ปรับขึ้น แต่ราคา woodchips ลดลง SG&A ลดลงจากไตรมาสก่อนที่มีค่าใช้จ่ายพิเศษจากความเสียหายน้ำท่วม แนวโน้มปี 69 บริษัทตั้งเป้าปริมาณขาย 40,000 ล้านชิ้น U-rate อยู่สูงกว่า 85% สนับสนุนจากลูกค้าเปลี่ยนจากถุงมือยางสังเคราะห์ที่มีราคาสูงมาเป็นถุงมือ NR แทน ปรับราคาขายขึ้นราว 35-40% ตั้งแต่เดือน พ.ค.สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติที่ +30% ภาวะอุตสาหกรรมที่ oversupply ผ่อนคลายสู่สมดุลมากขึ้น (สัญญาณบวกจาก Inventory Rebuilding, U-rate ของอุตสาหกรรมทยอยปรับขึ้น, มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าของจีน, การปิดตัวของผู้ผลิตรายกลาง-รายเล็กจากต้นทุนที่สูง (พวกที่ใช้ LPG/NGV/น้ำมันเตา) และคนที่เน้นผลิตถุงมือยางสังเคราะห์) แนวโน้มกำไรปกติ 2Q69 ดีขึ้นต่อ ทั้งปี 69 consensus ตลาดคาดกำไร 1.19 พันล้านบาท พลิกจากปีก่อนที่ขาดทุน 109 ล้านบาท
AWC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Avg. IAA Consensus 2.62 บาท) ธุรกิจโรงแรมมี Sentiment บวกจากสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงในตะวันออกกลาง ส่วนกำไรสุทธิ 1Q69 ของ AWC อยู่ที่ 1,986 ลบ.(+1%YoY, +6%QoQ) RevPar ดีขึ้น QoQ ขณะที่ YoY มีแรงหนุนจากโรงแรมใหม่ 3 แห่ง และ Jurassic World: The Experience ธีมพาร์คของโครงการ เอเชียทีค ส่วนการดำเนินงานปกติในช่วง 2Q69 แม้จะเป็น Low Season แต่คาดหวังการฟื้นตัว YoY จากยอดจองของลูกค้าจีนและไทย ปัจจุบัน IAA Median Consensus วางกำไรสุทธิปี69 และ 70 ของ AWC* ที่6,273 ลบ.(-2%YoY) และ 6,503 ลบ.(+4%YoY) ตามลำดับ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
