รีเซต

ไทยเอาจริงแค่ไหน? "ปฏิรูประบบราชการ" ลดคน–ยุบหน่วยงาน ภาระรายจ่ายประเทศ 70%

ไทยเอาจริงแค่ไหน? "ปฏิรูประบบราชการ" ลดคน–ยุบหน่วยงาน ภาระรายจ่ายประเทศ 70%
TNN ช่อง16
18 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )

รัฐบาลไทยเอาจริง เดินหน้า ลดคน ยุบหน่วยงาน เบาภาระรายจ่ายประจำ "ปฏิรูประบบราชการ" ครั้งใหญ่ ก่อนจะสายเกิน?  


การคลังของประเทศไทย หรือเงินในกระเป๋าของประเทศ ทุกวันนี้ต้องแบกภาระรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% และในจำนวนนี้เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก หรือพูดง่ายๆ ได้ว่า "เงินเดือนราชการไทย" ได้กลายเป็นรายจ่ายหลักของประเทศ? และเงินเดือนเหล่านี้ก็เกี่ยวข้องกับเงินภาษีและภาคบริการที่ประชาชนคนไทยจะได้รับโดยตรง 


นี่จึงเป็นที่มาของนโยบายครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยในวันนี้ที่ต้องเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐครั้งใหญ่ เป้าหมาย คือ ลดภาระรายจ่ายประจำ และนำงบประมาณไปใช้กับการลงทุนเพื่ออนาคตมากขึ้น โดยเป้าหมายเบื้องต้นที่ระบุออกมา คือ ภายในระยะประมาณ 8 ปี ต้องลดสัดส่วนรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30%


คำถามจึงไม่ใช่แค่ “จะลดคนกี่คน จะต้องยุบกี่หน่วย” แต่คือ ภาครัฐของไทยจะเล็กลงได้อย่างไร โดยที่ไม่ทำให้บริการประชาชนแย่ลง ไม่กระทบต่อการบริหารประเทศ หรือเศรษฐกิจ


นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูประบบบริหารกำลังคนภาครัฐว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบหลักการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดยกำหนดให้อัตรากำลังที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรบุคคลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างคุ้มค่าและตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว


การปรับโครงสร้างกำลังคน จะมีการทบทวนและยกเลิกตำแหน่งที่ไม่มีความจำเป็น ทั้งตำแหน่งสายวิชาการและตำแหน่งทั่วไป รวมถึงปรับลดตำแหน่งในแผนงานที่ไม่จำเป็น โดยยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อตำแหน่งอื่นที่ยังมีความจำเป็น 


ขณะเดียวกันจะปรับบทบาทและภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ทันสมัยมากขึ้น พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน ไม่ใช่เพียงใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการพิมพ์เอกสารเท่านั้น แต่ต้องยกระดับสู่การให้บริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล


สำหรับการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ นายปกรณ์ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เสนอให้ยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป 


ส่วนหน่วยงานที่มีอยู่แล้วจะมีการทบทวนและทยอยยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยปัจจุบันมีหน่วยงานลักษณะดังกล่าวรวมประมาณ 10,000 หน่วยงาน ซึ่งจะทยอยปรับลดลงในระยะยาว




ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ดังนี้


กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม


รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้


1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569  


2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575

 

3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่


1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 

2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 

3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 

4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา  

5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 

6) นายช่างขุดลอก 

7) นายช่างพิมพ์ 

8) นายช่างภาพ 

9) นายช่างศิลป์ 

10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)] 

11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว


ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว


นางสาวรัชดากล่าวต่อว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชนณะเดียวกัน รัฐบาลจะทบทวนอัตราว่างประมาณ 30,000 อัตรา รวมถึงทยอยยุบตำแหน่งที่ไม่มีการใช้งบประมาณ


รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป  



 จาก “รัฐผู้จ้างงาน” สู่ “รัฐที่เป็นแพลตฟอร์ม”


นี่คือหัวใจสำคัญของการปฏิรูปรอบใหม่ รัฐไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่จำเป็นต้องแบกรับต้นทุนบุคลากรทุกตำแหน่งตลอดไป แนวคิดจึงขยับจาก Government as Employer ไปสู่ Government as Platform แต่สิ่งที่ประชาชนต้องจับตาคือ เมื่อคนลดลงแล้ว บริการรัฐจะเร็วขึ้นจริงหรือไม่?


รัฐบาลจึงวางแนวทางควบคู่กัน 4 ด้าน ได้แก่

1. ทบทวนและลดขั้นตอนการทำงาน

2. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย

3. บูรณาการภารกิจระหว่างหน่วยงาน

4. ถ่ายโอนภารกิจที่เหมาะสมให้ท้องถิ่นหรือภาคส่วนอื่น


เพราะถ้าลดคน แต่ขั้นตอนยังเหมือนเดิม ประชาชนก็อาจต้องรอนานกว่าเดิม


ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงจึงควรเป็น “ลดภาระรัฐ ไม่ใช่ลดคุณภาพบริการ”


ไม่ใช่แค่เงินเดือน แต่ยังมีต้นทุนสวัสดิการ


อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ต้นทุนสวัสดิการของภาครัฐ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งอยู่ที่กว่า 90,000 ล้านบาทต่อปี และครอบคลุมผู้มีสิทธิ์รวมถึงครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน มากกว่าครึ่งมีอายุเกิน 60 ปี


เมื่อสังคมสูงวัยขึ้น อายุขัยยาวขึ้น โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น และค่ารักษากับยามีราคาแพงขึ้น ต้นทุนส่วนนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม การปฏิรูปราชการจึงไม่ได้จบแค่การลดจำนวนคน แต่รวมถึงการจัดการต้นทุนสวัสดิการด้วย ตั้งแต่ระบบเบิกจ่ายตรง การใช้ Data Analytics ตรวจสอบความผิดปกติและการทุจริต ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ยาสามัญที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดต้นทุน


ไทยไม่ได้เจอปัญหานี้ประเทศเดียว


การลดขนาดภาครัฐและเร่งเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยหลายประเทศกำลังเจอโจทย์คล้ายกัน ทั้งสังคมสูงวัย ประชากรวัยเด็กลดลง เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะ AI รวมถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ


ในเวลาเดียวกัน ความคาดหวังของประชาชนกลับสูงขึ้น ต้องการบริการที่เร็ว ง่าย และตรวจสอบได้มากกว่าเดิม รัฐบาลจึงต้องตอบคำถามใหม่ว่า ใช้งบเท่าเดิมหรือใช้น้อยลง จะสร้างบริการที่ดีขึ้นได้อย่างไร


รัฐดิจิทัลต้องไม่ใช่แค่ “เอากระดาษขึ้นเว็บ”


หนึ่งในคำตอบคือ Digital Government แต่การทำรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้หมายความว่า เอาแบบฟอร์มกระดาษไปใส่เว็บไซต์แล้วถือว่าจบ ถ้าประชาชนยังต้องกรอกข้อมูลเดิมหลายรอบ ต้องยื่นเอกสารซ้ำ หรือต้องผ่านขั้นตอนเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนจากหน้าเคาน์เตอร์มาเป็นหน้าจอ ก็ไม่ได้ทำให้รัฐมีประสิทธิภาพขึ้นมากนัก


การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงต้องเริ่มจาก ออกแบบกระบวนการใหม่ และนี่คือจุดที่ AI อาจเข้ามาเปลี่ยนเกม ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การลดงานเอกสาร การคัดกรองคำขอ ไปจนถึงการให้บริการประชาชนแบบอัตโนมัติ


ลดคนได้ แต่ต้อง “ลดงาน” ไปพร้อมกัน


สุดท้ายแล้ว การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรถูกวัดแค่ว่า “ยุบไปกี่หน่วยงาน” หรือ “ลดข้าราชการได้กี่คน” แต่ต้องวัดว่า หลังจากนั้นประชาชนติดต่อราชการเร็วขึ้นหรือไม่ ต้นทุนรัฐลดลงจริงหรือไม่ งบลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ และบริการสาธารณะดีขึ้นแค่ไหน เพราะเงินเดือนและสวัสดิการภาครัฐล้วนมาจากงบประมาณ ซึ่งก็คือเงินภาษีของประชาชน


ถ้ารัฐทำให้โครงสร้างเล็กลง ใช้เทคโนโลยีแทนงานที่ไม่จำเป็น และนำเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน คน และเทคโนโลยี นี่อาจเป็นการ “เบาภาระประเทศ” ที่มีความหมาย แต่ถ้าลดคนอย่างเดียว โดยไม่ลดขั้นตอน ไม่ปรับระบบ และไม่เพิ่มประสิทธิภาพ สุดท้ายแล้ว ประเทศอาจได้เพียง “รัฐที่เล็กลง” แต่ไม่ได้ “รัฐที่ทำงานดีขึ้น” นี่จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการปฏิรูประบบราชการไทยในยุค AI



ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง