รีเซต

MFECปี69มุ่งให้บริการAI พุ่งเป้าลูกค้าองค์กรดันโต

MFECปี69มุ่งให้บริการAI พุ่งเป้าลูกค้าองค์กรดันโต
ทันหุ้น
2 กุมภาพันธ์ 2569 ( 08:15 )
3

#MFEC #ทันหุ้น - MFEC ได้เดินหน้าขยายให้บริการ AI อย่างเต็มตัว หลังเข้าลงทุนใน “เคลฟเวิร์ส คอร์ปอเรชั่น” ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI ในองค์กร พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่  จ่อรับรู้รายได้ 50%จากแบ็กล็อกที่มี 6 พันล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต้นปี 2569 โต 15%

นายธนกร  ชาลี  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ผู้พัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทได้เตรียมเจาะตลาด AI อย่างเต็มตัว โดยมีจุดแข็ง คือ มีผลิตภัณฑ์ที่เป็น AI ของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว จากการเข้าไปลงทุนใน “บริษัท เคลฟเวิร์ส คอร์ปอเรชั่น จำกัด” มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 85.16 ล้านบาท ถือหุ้น 35%

@รุกให้บริการ AI

โดยส่งผลให้มีสถานะเป็นบริษัทร่วม ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการ AI Transformation แบบครบวงจรครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบ พัฒนา และบูรณาการระบบบน AI แพลตฟอร์ม รวมถึงการดูแลระบบ สำหรับลูกค้าองค์กร และจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจเต็มปี 2569 เพื่อมุ่งเน้นในการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่กำลังมีความกังวล เรื่องปัญหาด้านต้นทุนไอทีที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับแบรนด์ต่างชาติ มักมีการปรับเปลี่ยนราคาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลูกค้าไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ จึงมองหาโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายด้านไอที

รวมถึงมีความกังวลว่าหากไม่เริ่มใช้ AI หรือใช้ช้าจะถูกคู่แข่งแซงหน้า แต่ขณะเดียวกันยังไม่ทราบว่าจะนำ AI มาใช้ให้เกิดผลประโยชน์ได้ต่อองค์กรได้อย่างไร โดยทางบริษัทจะนำ AI ไปช่วยในองค์กรของลูกค้าอยู่ 2 ส่วนหลัก ส่วนที่ 1 คือ AI สำหรับระบบหลังบ้าน เป็นการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยสร้างลำดับขั้นตอนการทำงานที่ถูกออกแบบมาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับงานที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น HR, การตลาด, ฝ่ายกฎหมาย, การตรวจสอบภายใน เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานให้กับองค์กร

ส่วนที่ 2 คือ AI สำหรับธุรกิจหลัก ซึ่งเจาะจงเกี่ยวกับงานขององค์กรโดยตรง และบริษัทยังมี Private AI สำหรับลูกค้าที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ทำให้ข้อมูลไม่หลุดออกไปภายนอก

@ขยายฐานใหม่

ทั้งนี้บริษัทจะยังคงรักษาฐานลูกค้าหลักในกลุ่มธนาคาร, โทรคมนาคม  และพลังงานเป็นหลัก และมีแผนที่จะขยายเข้าสู่กลุ่มใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งยังปรับนโยบายให้ทีมขายมุ่งเน้นโครงการที่มีขนาดใหญ่ มูลค่าประมาณ 50-100 ล้านบาท ขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันบริษัทมูลค่างานในมือ (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดการณ์ว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 50% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 3,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีบริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตของกำไร ดังนั้นปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายปี 2569 จะมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 15% โดยมีแรงสนับสนุนจากการมุ่งเน้นหาลูกค้ารายใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ การใช้ผลิตภัณฑ์ AI ของตัวเอง และการพัฒนา AI สำหรับงานหลังบ้านและธุรกิจหลักของลูกค้า จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและกำไรให้กับงานบริการ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง