รีเซต

หมอสมองให้ความรู้ ค่าไขมันสูงแค่ไหน ถึงต้องกินยาลดไขมัน

หมอสมองให้ความรู้ ค่าไขมันสูงแค่ไหน ถึงต้องกินยาลดไขมัน
TNN ช่อง16
22 กรกฎาคม 2569 ( 13:25 )
13

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้เรื่อง ยาลดไขมัน ความว่า ยาลดไขมัน…ถึงเวลาต้องกินหรือยัง?

ตั้งแต่เป็นหมอ รักษา ทั้ง stroke โรคหัวใจ โรคความดัน ไขมันโลหิตสูง (โรคหัวใจนี่ เมื่อก่อนรักษามาก เพราะจบหมออายุรกรรมทั่วไปก่อนเรียนหมอสมอง แต่หลังๆ รักษาน้อยลง)

พบว่า กลุ่มคนที่ไขมันในเลือดสูงจะมี 2 กลุ่ม

  • กลุ่มแรก กินยาเลย อยากกินยา ลดไขมัน เพราะกลัวโรค
  • อีกกลุ่ม ไม่อยากกินยาเลย พยายามทุกอย่าง เพื่อลดก่อน แม้บอกว่า นี่มันสูงไป ต้องกินแล้ว ก็ผลัดผ่อนไป ยังไม่อยากกิน

นี่แหละ บางคน มองยาเป็นตัวอันตราย เลยมี กลุ่ม anti-statin มา แต่ ยาลดไขมันในเลือด มันเป็นพระเอก หากใช้ถูกที่ถูกทางเฉพาะคนนะครับ ตามความเสี่ยง

หมอครับ…ผมต้องกินยาลดไขมันหรือยัง? ระดับเท่าไหร่ ถึงต้องกิน

ดูแค่ค่า ไขมันเลว LDL อย่างเดียวไม่ได้ ครับ ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย แนวทางการรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงฉบับใหม่ ปี 2026 ของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (ACC/AHA Multisociety Guideline) ได้เปลี่ยนแนวคิดจาก การรักษาตามตัวเลข LDL ไปสู่ การรักษาตามความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดของแต่ละบุคคล อันนี้เลยสำคัญนะทุกคน

กล่าวคือ สิ่งที่แพทย์ต้องการลด ไม่ใช่เพียงตัวเลขไขมันในผลเลือด แต่คือ การลดโอกาสเกิดหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ทำไม LDL จึงสำคัญ?

LDL Cholesterol หรือที่หลายคนเรียกว่า “ไขมันเลว” เป็นไขมันที่สามารถแทรกเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด เกิดเป็นคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque)

เมื่อเวลาผ่านไป คราบไขมันจะหนาตัวขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ หากคราบไขมันเกิดการแตก จะกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน

ผลที่ตามมาคือ

  • กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) ก็ที่เจ็บอก ใจนั่น เหงื่อแตกตาย ก็นี่แหละ
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อันนี้ อัมพาต
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ อันนี่ อาจมี แขนขาเย็น ซีด
  • มันเลย เป็นบ่อเกิดของ การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เราเห็น และ พบเจอกันทุกวี่วัน ไม่ครอบครัว ก็ตามข่าว ดังนั้น การลดระดับ LDL จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคเหล่านี้นั่นเอง

มาที่ ยาลดไขมัน statin ทำงานอย่างไร?

Statin เป็นยาที่ใช้กันทั่วโลกมานานมากๆ แล้ว กว่า 30 ปี และเป็นยาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากที่สุดในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ไม่ต้องกลัว แม้ว่า บางคนบอกว่า จะทำให้กล้ามเนื้อมีปัญหา คือหากมีปัญหาก็หยุด ปวดกล้ามเนื้อก็ปรึกษาแพทย์ได้

คือกลไกมัน จะยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักในการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับ

ดังนั้นเมื่อการสร้างคอเลสเตอรอลลดลง ตับจะเพิ่มจำนวนตัวรับ LDL (LDL Receptors) ทำให้สามารถดึง LDL ออกจากกระแสเลือดได้มากขึ้น ส่งผลให้ระดับ LDL ลดลงได้ประมาณ 30–60% ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของยา (มันมียาแรงมาก กับแรงปานกลาง)

แต่ความพิเศษของ Statin ไม่ได้มีเพียงการลดไขมันเท่านั้น

งานวิจัยพบว่า Statin ยังมีคุณสมบัติที่เรียกว่า Pleiotropic Effects หรือ ผลพลอยได้ด้วยครับ อันนี้ว้าวดี แต่ก็รู้มานานแล้ว ว่ามีฤทธิ์ดีอื่นด้วย ได้แก่

  • ลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด
  • ทำให้คราบไขมันมีความเสถียร ไม่แตกง่าย
  • ช่วยให้เยื่อบุหลอดเลือดทำงานดีขึ้น
  • ลดการเกิดลิ่มเลือดบางส่วน
  • ชะลอการดำเนินของโรคหลอดเลือดแข็ง
  • จึงกล่าวได้ว่า Statin ไม่ใช่เพียง “ยาลดไขมัน” แต่เป็น “ยาปกป้องหลอดเลือด” กันเลย

กิน Statin ลดความเสี่ยงได้มากแค่ไหน?

ตัวเลขง่าย ๆ ทุกการลด LDL ลง 1 mmol/L (ประมาณ 39 mg/dL) สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดรุนแรงได้ประมาณ 22% นอกจากนี้ยังช่วยลด

  • กล้ามเนื้อหัวใจตาย 20–30%
  • โรคหลอดเลือดสมอง 20–25%
  • การเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณ 15–20%

ความจำเป็นในการขยายหลอดเลือดหรือผ่าตัดบายพาสหัวใจ

แต่ไม่ใช่ทุกคนได้ประโยชน์นี้เท่ากันหมด ยิ่งเสี่ยงสูง ยิ่งกิน ลดความเสี่ยงได้ยิ่งมาก ดังนั้น หากเสี่ยง หมอเลย คะยั้นคะยอให้กินไง

ผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมาก่อน อันนี้ แนะนำ

แล้วฉัน ถึงเวลาต้องกินยาหรือยัง?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับ “ความเสี่ยง” มากกว่าระดับไขมันเพียงอย่างเดียว

แนวทางปี 2026 แนะนำให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม (ASCVD Risk Assessment) ร่วมกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • อายุ
  • เพศ
  • ความดันโลหิต
  • เบาหวาน
  • การสูบบุหรี่
  • โรคไตเรื้อรัง
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนวัย
  • ระดับ LDL
  • ค่า Lipoprotein(a) หรือ Lp(a)
  • ค่า ApoB
  • ผลตรวจ Coronary Artery Calcium (CAC Score) ในบางราย

ดังนั้น คนสองคนที่มี LDL เท่ากัน อาจได้รับคำแนะนำที่แตกต่างกัน เพราะมีความเสี่ยงโดยรวมไม่เท่ากัน นั่นเอง

ตัวอย่างเช่น

ชายอายุ 65 ปี เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และสูบบุหรี่ แม้ LDL เพียง 110 mg/dL ก็อาจควรเริ่ม Statin

ในขณะที่หญิงอายุ 32 ปี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว แม้ LDL 150 mg/dL อาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน และติดตามผลอย่างใกล้ชิด

การปรับเปลี่ยนพฤิตกรรมก็ยังสำคัญ ไม่ใช่ ได้กินยาแล้ว งั้น ก็ไปกินหมูกะทะได้ รอวันเจ็บอกได้เลยสิ่งที่ต้องทำควบคู่ คือ

  • ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์
  • รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และปลา
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • งดสูบบุหรี่
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • มันดีขนาดนี้ แล้วทำไมจึงมีกลุ่ม “Anti-Statin”?

อะไรดี ก็มีคน anti หมดแหละ มันก็จะมี การผุดแนวคิดออกมาต้านยาลดไขมัน กินแล้ว จะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ เราเรียก รวม ๆ ว่า กลุ่ม “Anti-Statin”

ประเด็นที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่ อาการปวดกล้ามเนื้อ ผลต่อตับ ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน หรือความเชื่อว่าสามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว

ความจริง ยาทุกตัว มันก็มีผลข้างเคียงหมดแหละ จะมากจะน้อยแล้วแต่คน แต่หมอ เราจะดูผลดี และ ผลเสียคู่กันไป

คือ Statin มีผลข้างเคียงได้ เช่นเดียวกับยาทุกชนิด แต่ผลข้างเคียงรุนแรงพบได้น้อย และสามารถติดตามหรือปรับเปลี่ยนชนิดยาได้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่

ในทางกลับกัน หลักฐานจากการศึกษาที่ติดตามผู้ป่วยหลายแสนคนทั่วโลก ยืนยันชัด สำหรับผู้ที่มีข้อบ่งชี้เหมาะสม ประโยชน์ของ Statin ในการป้องกันหัวใจวาย อัมพาต และการเสียชีวิต มีมากกว่าความเสี่ยงอย่างชัดเจน

ดังนั้น จะเชื่ออะไร ก็แวะดูตัวเองหน่อย หากเสี่ยงมาก ก็กินเหอะ ดีกว่าเสียแน่ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง