รีเซต

แพทย์เตือน! "อ้วนแล้วอันตรายกว่าที่คิด" สัญญาณเสี่ยงภัยเงียบ นำไปสู่ "มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก"

แพทย์เตือน! "อ้วนแล้วอันตรายกว่าที่คิด" สัญญาณเสี่ยงภัยเงียบ นำไปสู่ "มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก"
TNN ช่อง16
13 สิงหาคม 2569 ( 11:19 )
15

พญ.ฐานิตา เวชโช แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้เปิดเผยในงาน  “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก ถึงการถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ 


เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ 


นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด"มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก"อีกด้วย 


ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ด้าน พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์  ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย 


หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้

ขณะที่ พญ.วทันยา คุววัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์  เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง