"ทรัมป์" ถึงขั้นขู่ ทำธุรกิจกับจีนอันตราย หลัง "จีน-อังกฤษ" จับมือชื่นมื่น ให้วีซ่าฟรี-ลดภาษีวิสกี้

"ทรัมป์"เตือนทำธุรกิจกับจีนอันตราย หลัง "จีน-อังกฤษ" ฟื้นสัมพันธ์ชื่นมื่น ให้วีซ่าฟรี-ลดภาษีวิสกี้
จับตาอังกฤษฟื้นสัมพันธ์กับประเทศจีน หลังจากที่นายกฯบุกไปเยือนถึงถิ่นในรอบ 8 ปี แถมผลลัพธ์ออกมาชื่นมื่น จนทำให้ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถึงกับเตือน บอกการทำธุรกิจกับจีน เป็นสิ่งอันตราย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกโรงเตือน ว่าการที่อังกฤษทำธุรกิจกับจีนจะเป็น “เรื่องอันตรายมากๆ” หลังจากที่ผู้นำของอังกฤษและจีนได้ฟื้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ และมีการประกาศแผนการร่วมมือด้านต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน เพื่อเสริมความแกร่งทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคี
คำกล่าวของทรัมป์ เป็นการสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงมองจีนเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง และพยายามส่งสัญญาณไปยังประเทศพันธมิตรให้ระมัดระวังการพึ่งพาจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ห่วงโซ่อุปทาน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความอ่อนไหว
แม้รัฐบาลอังกฤษจะไม่ได้ออกมาตอบโต้คำเตือนดังกล่าวโดยตรง แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลระบุว่า รัฐบาลของอังกฤษยังคงยึดแนวทางการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรด้านความมั่นคง โดยสหราชอาณาจักรยังคงรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ในกรอบนาโตและความร่วมมือด้านความมั่นคง ขณะเดียวกันก็แสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากตลาดขนาดใหญ่อย่างจีน
คำเตือนนี้ ความเคลื่อนไหวนี้ เคยขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และยังนับเป็นการเยือนจีนของผู้นำอังกฤษครั้งแรกในรอบ 8 ปี ซึ่งทั่วโลกต่างจับตา เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทโลก ที่กำลังอยู่บนความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และยังรวมไปถึงแรงกดดันจากปัญหาด้านเศรษฐกิจภายในประเทศของอังกฤษเอง และมีแรงกดดันต่อเนื่องไปถึงการเมืองในประเทศ และรัฐบาลพรรคแรงงานก็กำลังหาทางเร่งผลักดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเร่งขยายโอกาสทางการค้าในต่างประเทศ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ใช้เวลาราว 4 วันในจีน โดยเข้าพบทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ที่กรุงปักกิ่ง ทั้งสองชาติได้มีการหารือครอบคลุม ตั้งแต่ประเด็นด้านการค้า การลงทุน ภาคบริการ ความมั่นคง แม้กระทั่งสถานการณ์สงครามในยูเครน ตลอดจนถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในบริบทโลกที่ผันผวน และการพบปะดังกล่าวยังรวมไปถึงการหารือนอกรอบและการรับประทานอาหารร่วมกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งฝ่ายจีนระบุว่าเป็นสัญญาณของความตั้งใจในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เคยเผชิญ “ความผันผวน” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เพราะโลกผันผวน ทั้งสองชาติจึงขยับเข้าหากันเพื่อความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงถึงการพบปะครั้งนี้ ระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องกันในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีเสถียรภาพและครอบคลุม โดยเน้นการเพิ่มการเจรจาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญบนเวทีโลก และทั้งสองฝ่ายควรสร้างความสัมพันธ์ที่ “ลุ่มลึกและรอบด้านมากขึ้น” เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ในประเด็นที่มีความเห็นแตกต่าง
การเยือนจีนครั้งนี้ "อังกฤษ" ได้อะไรกลับไปบ้าง?
เริ่มจากวีซ่าฟรี ทางการจีนตกลงที่จะผ่อนคลายมาตรการด้านวีซ่าให้กับพลเมืองอังกฤษ โดยอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน สำหรับการท่องเที่ยวและการติดต่อธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ เพิ่มความคล่องตัวของนักลงทุน และหนุนภาคบริการของอังกฤษให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนได้สะดวกยิ่งขึ้น
ตามด้วยความร่วมมือภาคบริการ สู่การเป็น “พันธมิตรด้านการบริการ” และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำข้อตกลงบริการแบบทวิภาคีในอนาคต ครอบคลุมสาขาการเงิน การแพทย์ การดูแลสุขภาพ กฎหมาย การศึกษา และบริการวิชาชีพอื่น ๆ
ขณะที่ความร่วมมือด้านการค้า จีนยังตกลงที่จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าวิสกี้จากสหราชอาณาจักรลงครึ่งหนึ่ง จากระดับ 10% เหลือ 5% ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของอังกฤษ โดยข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในตลาดนำเข้าวิสกี้รายใหญ่ของโลก และในปีที่ผ่านมา การนำเข้าวิสกี้ของจีนมีมูลค่ารวมกว่า 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสัดส่วนมากกว่า 80%เป็นสินค้าจากสหราชอาณาจักร
ขณะเดียวกัน ในภาคของธุรกิจ หรือบริษัทเอกชนต่างๆ ของอังกฤษที่ร่วมเดินทางเยือนจีนด้วยในครั้งนี้ ก็ยังได้แสดงบทบาทสำคัญผ่านการลงทุนระยะยาว โดยบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ผู้ผลิตยารายใหญ่ของอังกฤษ ประกาศแผนลงทุนในจีนมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงปี 2573 เพื่อขยายการผลิตยา การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างศูนย์นวัตกรรมด้านชีวเวชศาสตร์
นายกฯ ของอังกฤษ สตาร์เมอร์ ได้กล่าวยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นระดับความร่วมมือที่คาดหวังไว้ และอังกฤษมีสิ่งที่จะนำเสนอให้จีนอีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของการเมืองในประเทศ รัฐบาลของสตาร์เมอร์ได้ถูกกดดันอย่างหนักจากการตัดสินใจเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ บีบีซีรายงานว่าสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านและรัฐมนตรีเงาของพรรคอนุรักษ์นิยมออกมาโจมตีว่า สตาร์เมอร์กำลังยอมก้มหัวให้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของจีน และได้เอาความมั่นคงของชาติไปแลกกับเศษเนื้อทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ในปี 2025 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอังกฤษ ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 หากไม่รวมฮ่องกง มูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 98,000 ล้านปอนด์ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อบวกลบคูณหารดูแล้ว อังกฤษเจอกับภาวะขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกของอังกฤษไปจีนอยู่ในระดับต่ำกว่าการนำเข้าจากจีนหลายเท่าตัว สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่หมายความว่าอังกฤษยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเทคโนโลยีจากจีนอยู่ไม่น้อย
ขณะที่ความเห็นจากนักวิเคราะห์ระบุว่า การเปิดตลาดภาคบริการของจีน ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศอย่างอังกฤษ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบอยู่ก็ตาม แต่จีนยังคงเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลก และเป็นประเทศที่มีประชากรชนชั้นกลางขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ณ ปี 2025 จีนมีมูลค่า GDP ตามราคาตลาดประมาณ 18.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด ขณะที่หากวัดตามกำลังซื้อ (PPP) เศรษฐกิจจีนยังคงมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสัดส่วนมากกว่า 18% ของ GDP โลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
