บลู ออริจิน (Blue Origin) เตรียมนำบูสเตอร์ใช้แล้วกลับมาบินซ้ำในภารกิจ New Glenn ครั้งต่อไป

บลู ออริจิน (Blue Origin) บริษัทอวกาศของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม ว่า จรวด นิว เกล็น (New Glenn) จะนำบูสเตอร์ขั้นแรกที่ผ่านการบินมาแล้วกลับมาใช้งานอีกครั้ง ในภารกิจปล่อยครั้งถัดไป ซึ่งมีเป้าหมายส่งดาวเทียม บลูเบิร์ด บล็อก 2 (BlueBird Block 2) ของบริษัท แอสท์ สเปซโมบาย (AST SpaceMobile) ขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ นับเป็นก้าวสำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพด้าน “การนำจรวดกลับมาใช้ใหม่” ของบลู ออริจิน ในระดับวงโคจรจริง
เที่ยวบินดังกล่าวจะเป็นภารกิจที่ 3 ของจรวดนิวเกล็นโดยรวม หรือ NG-3 และถือเป็นครั้งแรกที่บูสเตอร์ขั้นแรกซึ่งเคยผ่านการบินจริงจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง โดยบูสเตอร์ลำนี้มาจากภารกิจ NG-2 ซึ่งปล่อยยานสำรวจดาวอังคาร เอสคาเพด (ESCAPADE) จำนวน 2 ลำ ขององค์การนาซา (NASA) เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
โดยในภารกิจเอสคาเพด (ESCAPADE) จรวดบูสเตอร์สามารถลงจอดอย่างนุ่มนวลบนเรือโดรนชื่อ แจ็กคลิน (Jacklyn) กลางมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ แตกต่างจากเที่ยวบินปฐมฤกษ์ NG-1 เมื่อเดือนมกราคม 2025 ที่แม้จะส่งยาน บลูริง (Blue Ring) ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ แต่บูสเตอร์ประสบอุบัติเหตุตกในขั้นตอนลงจอด
จรวดนิวเกล็นเป็นจรวดแบบสองขั้นตอนขนาดใหญ่พิเศษ สูงถึง 322 ฟุต หรือประมาณ 98 เมตร จัดอยู่ในกลุ่มจรวดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยขั้นแรกได้รับการออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างน้อย 25 เที่ยวบิน ตามข้อมูลจากบลู ออริจิน ภารกิจ NG-3 จะปล่อยจากฐานปล่อยจรวดที่สถานีอวกาศเคปคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา เช่นเดียวกับสองภารกิจก่อนหน้า และมีเป้าหมายสนับสนุนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจากอวกาศแบบส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือของ AST SpaceMobile
สำหรับดาวเทียม BlueBird Block 2 ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ โดยมีเสาอากาศกางออกได้พื้นที่ราว 2,400 ตารางฟุต หรือประมาณ 223 ตารางเมตร ทำให้เป็นหนึ่งในดาวเทียมเชิงพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ปัจจุบันมีดาวเทียม Block 2 เพียงดวงเดียวที่ขึ้นสู่วงโคจรได้แล้ว โดยถูกปล่อยด้วยจรวดของอินเดียเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้บริษัทAST SpaceMobile ได้ส่งดาวเทียม BlueBird รุ่นแรกขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกแล้ว 5 ดวง ซึ่งแต่ละดวงมีพื้นที่แผงรับส่งสัญญาณประมาณ 693 ตารางฟุต หรือราว 64.4 ตารางเมตร
เดฟ ลิมป์ (Dave Limp) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบลู ออริจิน กล่าวในแถลงการณ์ว่า บริษัทมีความภาคภูมิใจที่ AST SpaceMobile เลือกใช้นิวเกล็นในภารกิจ NG-3 พร้อมระบุว่า ลูกค้าในยุคใหม่ต้องการยานปล่อยที่ทั้งเชื่อถือได้และคุ้มค่าในระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนานิวเกล็นตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ บลู ออริจิน มีประสบการณ์ด้านระบบนำกลับมาใช้ใหม่มาก่อนแล้วจากโครงการ นิว เชพเพิร์ด (New Shepard) ซึ่งเป็นจรวดกึ่งวงโคจรและแคปซูลท่องเที่ยวอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยเริ่มบินตั้งแต่ปี 2015 ปัจจุบันนิวเชพเพิร์ดทำการบินไปแล้ว 38 ครั้ง ในจำนวนนี้ 17 ครั้งเป็นภารกิจที่มีนักท่องเที่ยวอวกาศร่วมเดินทาง และเพิ่งมีการบินพร้อมลูกเรือครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การนำบูสเตอร์ของจรวดระดับวงโคจรอย่างนิวเกล็นกลับมาใช้ซ้ำ ถือเป็นความท้าทายที่บลู ออริจิน กำลังก้าวตามรอย สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งประสบความสำเร็จในการลงจอดบูสเตอร์ระดับวงโคจรครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 และปัจจุบันสามารถลงจอดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้แล้วมากกว่า 500 ครั้ง ความสำเร็จของ NG-3 จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บลู ออริจิน กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ระดับโลกอย่างเต็มตัวหรือไม่
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
