ไขความลับ "นามาซุ" ปลาดุกทำนายแผ่นดินไหว ตำนานหรือวิทยาศาสตร์

ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ตลอดหน้าประวัติศาสตร์จึงมีการสร้างเรื่องเล่าและตำนานเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้เหล่านี้ หนึ่งในสัญลักษณ์ที่โด่งดังและฝังรากลึกในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมากที่สุดคือ "ปลาดุกยักษ์" หรือ "นามาซุ" (Namazu) ร่วมสำรวจเส้นทางของเรื่องเล่าจากตำนานพื้นบ้านญี่ปุ่น ที่ถูกนำมาตั้งสมมติฐานและทำการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังในเวลาต่อมา
ตามตำนานและเทพปกรณัมของญี่ปุ่น เชื่อกันว่ามีปลาดุกยักษ์อาศัยอยู่ใต้แผ่นดิน หรือใต้เกาะญี่ปุ่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ตำนานเล่าว่าเทพเจ้าทาเคมิคาซึจิ (Takemikazuchi) แห่งศาลเจ้าคาชิมะ เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมปลาดุกยักษ์ตัวนี้ไว้โดยการใช้หินศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า คานาเมะอิชิ (Kaname-ishi) กดทับมันไว้ ทว่าเมื่อใดก็ตามที่เทพเจ้าทรงเผลอ ปลาดุกยักษ์จะดิ้นและทำให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงบนพื้นโลก
ความเชื่อเกี่ยวกับปลาดุกกับแผ่นดินไหวเริ่มมีความเกี่ยวข้องกันอย่างเด่นชัดในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 แต่มาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายหลังเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เอโดะ (Ansei Edo earthquake) ในปี ค.ศ. 1855 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักและทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,000 คน
หลังภัยพิบัติครั้งนั้น ได้เกิดกระแสการตีพิมพ์ภาพสลักไม้ที่เรียกว่า นามาซุเอะ (Namazu-e) จำนวนมหาศาล ภาพพิมพ์เหล่านี้นอกเหนือจากจะวาดถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวแล้ว ยังพบว่าปลาดุกถูกยกย่องประชดประชันให้เป็นเหมือนเทพเจ้าแห่งการจัดระเบียบโลกใหม่ที่มาลงโทษกลุ่มคนรวยที่กอบโกยความมั่งคั่ง โดยแผ่นดินไหวทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชนชั้นแรงงานผ่านโอกาสในการจ้างงานเพื่อฟื้นฟูเมือง
ก้าวสู่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์
แนวคิดที่ว่าปลาดุกสามารถสัมผัสถึงแผ่นดินไหวได้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความเชื่อทางไสยศาสตร์ ก่อนแผ่นดินไหวในปี 1855 มีบันทึกเล่าถึงชาวประมงที่สังเกตเห็นความตื่นตระหนกผิดปกติของปลาดุกในแม่น้ำ และในคืนนั้นก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นข้อกล่าวอ้างแรกสุดที่เชื่อมโยงสัตว์กับการทำนายแผ่นดินไหวตามธรรมชาติ ในช่วงทศวรรษ 1930 ตำนานนี้ถูกนำมาทดสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ
เริ่มจากงานวิจัยของ Hatai และ Abe ในปี 1931-1932) นักวิทยาศาสตร์ชื่อ นิวไนท์เป็นคนไทย (Shinkishi Hatai) และโนโบรุ อาเบะ (Noboru Abe) จากมหาวิทยาลัยโทโฮคุ ได้ทดลองนำปลาดุกมาเลี้ยงในตู้กระจก พวกเขาทำการทดสอบโดยเคาะโต๊ะที่วางตู้เบา ๆ วันละ 3 ครั้ง และสังเกตพฤติกรรม ผลคือหากปลาดุกมีพฤติกรรมกระสับกระส่ายผิดปกติ มักจะเกิดแผ่นดินไหวตามมาภายใน 6-24 ชั่วโมง
โดยตลอดระยะเวลาประมาณ 7 เดือน พวกเขาพบว่าปลาดุกสามารถทำนายเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำถึง 80% นักวิจัยเชื่อว่าปลาดุกมีความไวต่อกระแสไฟฟ้าในดิน เนื่องจากอวัยวะรับรู้ไฟฟ้าของพวกมัน งานวิจัยนี้ได้รับการยอมรับและถูกกล่าวถึงในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Nature ในปี 1933
การวิจัยต่อเนื่องและข้อจำกัดในโลกปัจจุบัน
ต่อมาในช่วงปี 1976 จนถึงต้นทศวรรษ 1990 สถานีทดลองประมงโตเกียว (Tokyo Metropolitan Fisheries Experiment Station) ได้สานต่องานวิจัยนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น โดยใช้เซ็นเซอร์ติดตามการเคลื่อนไหวของปลาดุกตลอด 24 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้พบความเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวเพียงประมาณ 30% เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอและไม่มีความแม่นยำมากพอที่จะถูกนำมาใช้เป็นระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวอย่างเป็นทางการตามที่รัฐบาลคาดหวังได้ โครงการวิจัยนี้จึงต้องถูกระงับไปในที่สุด
มุมมองของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
แม้จะยืนยันได้ว่า ปลาดุกมีอวัยวะรับความรู้สึกทางไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม และสามารถรับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางสนามไฟฟ้าได้จริง แต่พฤติกรรมตื่นตระหนกของมันอาจตอบสนองต่อตัวแปรอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น อุณหภูมิหรือความกดอากาศที่เปลี่ยนไป การที่มันตอบสนองก่อนเกิดแผ่นดินไหวในบางครั้งจึงอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
นอกจากนี้ เกร็ก สมิทส์ (Greg Smits) นักประวัติศาสตร์ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น ได้ชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อที่ว่าสิ่งต่างๆ รวมถึงสัตว์ สามารถทำนายแผ่นดินไหวได้ ล้วนเป็นการพยายามจับคู่เหตุการณ์หลังจากที่แผ่นดินไหวเกิดขึ้นไปแล้ว (After the fact) และการมุ่งเน้นเรื่องการทำนายล่วงหน้านั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เช่น กรณีของแผ่นดินไหวที่โกเบในปี 1995 ที่สร้างความเสียหายหนักแต่กลับไม่มีการประเมินหรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้เลย ทำให้ปัจจุบันจึงไม่มีระบบทำนายแผ่นดินไหวอย่างเป็นทางการที่พึ่งพาปลาดุก
น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วปลาดุกจะไม่สามารถนำมาใช้งานจริงในฐานะเครื่องเตือนภัยแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ แต่เรื่องราวของปลาดุกยักษ์นามาซุ ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความเชื่อมโยงอันน่าทึ่งระหว่างนิทานปรัมปราและวิทยาศาสตร์
ปัจจุบันภาพของปลาดุกยังคงถูกนำมาใช้เป็นมาสคอตหรือสัญลักษณ์สากลเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น เช่นในโลโก้ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ซึ่งย้ำเตือนให้เราเห็นว่า ตำนานพื้นบ้านสามารถจุดประกายความอยากรู้และนำมนุษยชาติไปสู่การค้นคว้าหาความจริงในธรรมชาติได้อย่างแท้จริง มาถึงตรงนี้ลองตั้งคำถามกับความเชื่อดังเดิม ตำนานพื้นบ้านของคนไทยมีเรื่องไหนที่อาจนำมาทำการวิจัยได้บ้าง?
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
