เปิดปม "ขาที่ 13" บนสมรภูมิเงียบ เมื่อทุ่นระเบิดเก่าปะทุใต้รอยร้าวชายแดนไทย-กัมพูชา

สมรภูมิเงียบที่ยังไม่สิ้นสุด เมื่อทุ่นระเบิดเก่าปะทุรับกระแสร้อนชายแดนไทย-กัมพูชา
เหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่ฐานปฏิบัติการเอราวัณ จ.สุรินทร์ ตอกย้ำอันตรายในพื้นที่ทับซ้อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่มหาศาล แม้จะมีการตรวจกู้ซ้ำแล้วหลายรอบ ขณะที่รัฐบาลชี้ปัจจัยน้ำป่าชะล้างหน้าดินทำรัตพืชสังหารโผล่พ้นดิน
เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องขึ้นเมื่อเวลา 06.44 น. ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณฐานปฏิบัติการเอราวัณ ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ คือสัญญาณเตือนภัยที่ดุร้ายบนผืนดินรอยต่อชายแดน เมื่อ พลทหารเดชศักดิ์ ตรีคำ กำลังพลสังกัดร้อย.ร.233 กลายเป็นเหยื่อรายล่าสุดที่ต้องสูญเสียขาขวาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-1 แรงระเบิดครั้งนี้คือบทบันทึกความสูญเสียครั้งใหม่ที่ตอกย้ำว่า อันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนหญ้ายังพร้อมจะทำงานได้ทุกวินาที
ลำดับเหตุการณ์สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง เนื่องจากจุดเกิดเหตุตั้งอยู่ภายในฐานปฏิบัติการ และเป็นเส้นทางเดินเท้าสัญจรไปมาปกติเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ซึ่งกำลังพลใช้งานอยู่เป็นประจำทุกวัน โดยในขณะเกิดเหตุ พลทหารเดชศักดิ์ เดินตามหลังเพื่อนเป็นคนที่สามในแถว แต่กลับโชคร้ายเหยียบเข้ากับกับดักมรณะที่ฝังอยู่ใต้ดินลึก แม้หน่วยปฐมพยาบาลจะเร่งนำส่งโรงพยาบาลสุรินทร์จนสัญญาณชีพกลับมาคงที่ แต่ความสูญเสียครั้งนี้คือสถิติที่น่าสลดใจ เพราะถือเป็น "ขาข้างที่ 13" ของทหารไทยที่ต้องสังเวยให้กับทุ่นระเบิดนับตั้งแต่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น
มรดกเลือดจากอดีตและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
พล.ท. วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงตรวจสอบจุดเกิดเหตุด้วยตนเองพร้อมหน่วยเก็บกู้ระเบิด (EOD) โดยพบข้อมูลสำคัญว่าทุ่นระเบิด PMN-1 ดังกล่าวถูกฝังลึกและมีเศษใบไม้ทับถมมาเป็นเวลานานจนยากต่อการตรวจพบด้วยเครื่องมือสแกนปกติ สอดคล้องกับความเห็นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ชี้ให้เห็นปัจจัยทางธรรมชาติว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในห้วงที่ผ่านมาได้กัดเซาะและชะล้างหน้าดิน จนทำให้ระเบิดเก่าที่เคยฝังลึกโผล่ขึ้นมาใกล้ผิวดินมากขึ้น
ผลการตรวจสอบของกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าระเบิดเหล่านี้คือวัตถุอันตรายตกค้าง ไม่ใช่การลักลอบวางใหม่ในห้วงเร็วๆ นี้ ซึ่งแม้ว่าฐานเอราวัณจะผ่านการกวาดล้างและตรวจสอบมาแล้วถึง 2 รอบหลังจากข้อตกลงหยุดยิง แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้ความปลอดภัยยังไม่ครอบคลุม นายกรัฐมนตรีจึงกำชับให้กองทัพเร่งปรับรูปแบบการเก็บกู้ให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือทางเทคนิคอย่างเต็มกำลัง
ความตึงเครียดสะสมและการปะทะผ่านวาทกรรม
หากย้อนดูไทม์ไลน์ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะพบว่าความสัมพันธ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาเปราะบางอย่างยิ่ง มีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นถี่ครั้ง ตั้งแต่การยิงปืน ค.40 มม. เข้ามายังฝั่งไทยที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยกัมพูชาอ้างว่าเป็นเหตุจากทหารไร้วินัย ไปจนถึงการเผชิญหน้ากันในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต ความขัดแย้งเหล่านี้ขยายวงกว้างไปถึงเวทีระดับโลก เมื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุม UNHRC ณ นครเจนีวา เพื่อตอบโต้กัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าไทยรุกล้ำดินแดน
ฝ่ายไทยระบุชัดเจนว่าต้นเหตุความขัดแย้งเกิดจากการยั่วยุและบิดเบือนข้อเท็จจริงของทางกัมพูชา ซึ่งการสูญเสียขาของกำลังพลในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ไทยต้องแบกรับจากการมีทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามอนุสัญญาออตตาวา หลงเหลืออยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก
ยุทธศาสตร์ยาอ่อนและการควบคุมที่เข้มงวด
แม้สถานการณ์จะเต็มไปด้วยการสูญเสีย แต่ผู้บัญชาการทหารบกยังคงยึดถือแนวทาง "ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง" โดยเน้นการตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันกองทัพภาคที่ 2 ยังแสดงออกถึงมิติด้านมนุษยธรรมด้วยการผ่อนปรนการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ ด่านช่องเม็ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนใน สปป.ลาว ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป แต่ยังคงความเข้มงวดสูงสุดสำหรับการส่งต่อไปยังกัมพูชา เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง
ภาพรวมของชายแดนในขณะนี้จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางความเปราะบาง การสูญเสียขาข้างที่ 13 ของทหารไทยคือเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายของสงครามเงียบที่ยังไม่สิ้นสุด แม้เสียงปืนใหญ่จะสงบลงชั่วคราว แต่กับดักมรณะใต้ดินยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลและกองทัพต้องเร่งจัดการเพื่อคืนความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
