Meta เผชิญวิกฤต 4 รัฐในสหรัฐฯ จ่อฟ้อง Meta 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ปมเยาวชนเสพติดโซเชียล

วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา 4 รัฐในสหรัฐฯ เตรียมเดินหน้าฟ้องร้องเรียกค่าปรับ บริษัท Meta สูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 46.8 ล้านล้านบาท ฐานจงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้เยาวชนเสพติด โดยอัยการชี้ว่าบริษัทเห็นแก่ผลกำไรมากกว่าความปลอดภัยของเด็กขณะที่ Meta โต้แย้งว่าตัวเลขค่าปรับดังกล่าวรุนแรงเกินจริง คาดเคลื่อนในการนับจำนวนผู้ใช้งาน และไร้หลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน โดยการพิจารณาคดีนัดสำคัญจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้
Meta เผชิญกับมรสุมทางกฎหมายลูกใหญ่
วิกฤตครั้งใหญ่ระลอกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นกับมหาอำนาจวงการเทคโนโลยีอย่างบริษัท เมตา (Meta) บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มยอดฮิตอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) และอินสตาแกรม (Instagram) ล่าสุดต้องเผชิญกับมรสุมทางกฎหมายลูกใหญ่ เมื่อสี่รัฐในสหรัฐอเมริกาเตรียมรวมตัวกันยื่นฟ้องร้องเรียกค่าปรับมูลค่ามหาศาลทะลุ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 46.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดรวมของบริษัททั้งหมดเลยทีเดียว
ชนวนเหตุของการฟ้องร้องประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เกิดจากข้อกล่าวหาที่ว่าเมตาได้จงใจปกปิดและให้ข้อมูลที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มของตน โดยอัยการจากรัฐแคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนตักกี้ และนิวเจอร์ซีย์ ได้ร่วมกันตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้มีการออกแบบอัลกอริทึมอย่างแยบยลเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานกลุ่มเยาวชนเกิดอาการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์อย่างหนัก ซึ่งการประเมินค่าปรับระดับล้านล้านดอลลาร์นี้คำนวณจากจำนวนผู้ใช้งานที่ยังเป็นเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแนวทางธุรกิจดังกล่าว
ทางฝั่งของเมตาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อกล่าวหาที่รุนแรงนี้ โดยได้ยื่นเอกสารชี้แจงต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตแคลิฟอร์เนียเหนือ เพื่อตอบโต้ว่าการเรียกร้องค่าปรับของทั้งสี่รัฐนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง บริษัทย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่เคยปรากฏมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์ของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
บริษัทอธิบายเพิ่มเติมว่าวิธีการคำนวณความเสียหายของรัฐนั้นบิดเบือนความเป็นจริง โดยมีการนับจำนวนผู้ใช้งานซ้ำซ้อน ทั้งยังเหมารวมเยาวชนทุกคนที่ใช้งานแพลตฟอร์มนานกว่าครึ่งชั่วโมงต่อเดือนเข้ามาคำนวณเป็นความเสียหายทั้งหมด ทางบริษัทจึงมองว่าการประเมินค่าเสียหายทางการเงินนี้ไร้ซึ่งหลักฐานสนับสนุนและไม่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดใดๆ ตามที่ถูกกล่าวอ้าง
เจนนิเฟอร์ เดเวนพอร์ต (Jennifer Davenport) อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความพอใจหลังจากที่ศาลแขวงรัฐบาลกลางไฟเขียวให้คดีนี้เดินหน้าต่อสู่ชั้นพิจารณาคดี โดยเธอชี้ให้เห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมตาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปกป้องเด็กบนโลกออนไลน์ ทำให้สุขภาพจิตของเยาวชนตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ในขณะที่บริษัทกลับกอบโกยผลกำไรจากความเสียหายเหล่านั้น
ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ 4 รัฐแกนนำเท่านั้น แต่ยังมีอีกกว่า 29 รัฐ ที่ยื่นฟ้องเมตาต่อศาลรัฐบาลกลางในลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยพุ่งเป้าไปที่การละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเด็กทางออนไลน์ (COPPA) ซึ่งกล่าวหาว่าบริษัทมีการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยพลการ ปราศจากการยินยอมจากผู้ปกครอง การพิจารณาคดีนัดสำคัญนี้ถูกกำหนดไว้ในช่วงเดือนสิงหาคม ณ เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งจะเป็นเวทีชี้ชะตาว่าพฤติการณ์ของเมตาเข้าข่ายละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐตามที่ถูกตั้งข้อสังเกตหรือไม่
คดีความบนโซเชียลมีเดีย
หากย้อนดูทิศทางของคดีความที่เกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดียในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าบรรทัดฐานทางกฎหมายเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่มาตรา 230 ของพระราชบัญญัติความเหมาะสมด้านการสื่อสาร เคยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาของผู้ใช้ ทว่าปัจจุบันคดีต่างๆ เริ่มพุ่งเป้าไปที่การออกแบบระบบของแพลตฟอร์มแทน
ตัวอย่างเช่น คดีในลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่คณะลูกขุนตัดสินให้ทั้งเมตาและยูทูบ (YouTube) มีความผิดฐานจงใจออกแบบอัลกอริทึมให้เสพติดและสร้างความเสียหายต่อโจทก์ซึ่งเป็นวัยรุ่น นำมาสู่การสั่งจ่ายค่าชดเชยรวม 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 200 ล้านบาท รวมถึงคดีในรัฐนิวเม็กซิโกที่เมตาถูกสั่งปรับเงินสูงถึง 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 12,500 ล้านบาท จากข้อหาหลอกลวงเรื่องความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นขึ้นจากกระบวนการยุติธรรม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
