รีเซต

ทะเลโลกเดือดทุบสถิติ! แตะ 21.1 °C ร้อนเป็นประวัติการณ์ เตือนพายุแรง-ระบบนิเวศพัง

ทะเลโลกเดือดทุบสถิติ! แตะ 21.1 °C ร้อนเป็นประวัติการณ์ เตือนพายุแรง-ระบบนิเวศพัง
TNN ช่อง16
26 สิงหาคม 2569 ( 10:00 )
7

มหาสมุทรทั่วโลกกำลังร้อนระอุ หลังข้อมูลล่าสุดพบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยนอกเขตขั้วโลกพุ่งแตะ 21.1 องศาเซลเซียส เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในเดือนสิงหาคม สะท้อนสัญญาณวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นอีกปัจจัยเร่งให้อุณหภูมิโลกและมหาสมุทรสูงขึ้น


ข้อมูลจากบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือ Copernicus Climate Change Service (C3S) ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกนอกพื้นที่ขั้วโลกทำสถิติสูงสุดที่ 21.1 องศาเซลเซียส โดยฐานข้อมูลครอบคลุมตั้งแต่ปี 1979 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีข้อมูลคุณภาพสูงจากดาวเทียม


การทำสถิติสูงสุดในเดือนสิงหาคมถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะโดยปกติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกมักอยู่ในระดับสูงสุดช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน หลังผ่านฤดูร้อนของซีกโลกใต้ ซึ่งมีพื้นที่มหาสมุทรมากกว่าซีกโลกเหนืออย่างมาก


นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า มหาสมุทรดูดซับความร้อนมากกว่า 90% ของความร้อนที่ถูกกักเก็บจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้มหาสมุทรกลายเป็นแนวรับสำคัญของภาวะโลกร้อน แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ก็ลดลง ซึ่งอาจทำให้หนึ่งในกลไกธรรมชาติที่ช่วยชะลอภาวะโลกร้อนของโลกอ่อนแอลง


อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นยังเพิ่มความเสี่ยงต่อ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากการขยายตัวของน้ำเมื่อได้รับความร้อน เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมในชุมชนชายฝั่งและประเทศหมู่เกาะ ขณะเดียวกันทะเลที่อุ่นขึ้นยังส่งพลังงานและไอน้ำเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำให้พายุและฝนตกหนักมีแนวโน้มทวีความรุนแรง


อีกผลกระทบสำคัญคือการเกิด คลื่นความร้อนในทะเล ซึ่งสามารถทำลายระบบนิเวศทางทะเล กระทบสัตว์น้ำ และสร้างความเสียหายต่ออาชีพและเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง โดยข้อมูลระบุว่า จำนวนวันที่เกิดคลื่นความร้อนในทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 1990


สถานการณ์ยังถูกเร่งด้วยปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบอย่างน้อย 100 ปี โดยเอลนีโญมีส่วนทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นและเปลี่ยนแปลงรูปแบบสภาพอากาศในหลายภูมิภาค ทั้งฝนมรสุมที่ลดลงในอินเดีย ไฟป่าที่รุนแรงในอินโดนีเซีย และความเสี่ยงไฟป่าที่เพิ่มขึ้นในออสเตรเลีย


นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า การรับมือกับมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็ว และการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน ทุ่งหญ้าทะเล และแนวปะการัง ซึ่งมีบทบาทในการดูดซับคาร์บอนและช่วยปกป้องชายฝั่งจากคลื่นพายุ


ข้อมูลล่าสุดจึงเป็นอีกสัญญาณเตือนว่า มหาสมุทรกำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ใต้ผิวน้ำ แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึงระดับน้ำทะเล สภาพอากาศสุดขั้ว ระบบนิเวศ และความปลอดภัยของผู้คนทั่วโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง