"ราคาปุ๋ย" โลกพุ่ง! กดดันผลผลิต "ข้าวนาปี" ลดลง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งสูงสุดรอบ 43 เดือนแตะ 750 ดอลลาร์ฯต่อตันในมีนาคม 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงปุ๋ยขาดแคลนและราคาสูงขึ้นทั่วโลก
เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งหลักทั่วโลกต้องหยุดชะงัก ทั้งนี้กว่า 1 ใน 3 ผลิตในตะวันออกกลาง และยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลกกว่าร้อยละ 26
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยยูเรียแพงตามตลาดโลกและเสี่ยงขาดแคลน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งปุ๋ยยูเรียเป็นปุ๋ยหลักภาคเกษตรไทยในการเพิ่มผลผลิตพืชไร่ โดยมีการนำเข้ากว่าร้อยละ 50 จากปุ๋ยเคมีทั้งหมด และเป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นหลักกว่าร้อยละ 55
จากปัจจัยดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดว่าจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 เนื่องจากตรงกับช่วงเริ่มปลูกข้าวนาปีที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมากประมาณร้อยละ 82 ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง โดยปุ๋ยเคมีคิดเป็นต้นทุนร้อยละ 13 ของต้นทุนทั้งหมด
จึงส่งผลกระทบฉุดผลผลิตให้ลดลงร้อยละ 21 ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทำให้โดยรวมแล้วรายได้เกษตรกรอาจลดลงร้อยละ 19
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนแม่ปุ๋ยยูเรียปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์จึงได้ดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
เพิ่มการสนับสนุนจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5 กระสอบ และเพิ่มค่าซื้อเคมีเกษตร 50 บาท รวมเป็น 1,550 บาทต่อครัวเรือน
สำหรับเกษตรกรที่มีเล่มทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) และบัตรดินดี จะได้รับสิทธิเพิ่มเป็น 6 กระสอบ พร้อมคูปองปุ๋ยอินทรีย์ 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุด 2,100 บาทต่อครัวเรือน
นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตปุ๋ยในการลดราคาหน้าโรงงานกระสอบละ 50 บาท เป้าหมาย 10 ล้านกระสอบ โดยดำเนินการผ่านสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนให้เกษตรกร ให้“ไทยช่วยไทย” ทุกภาคส่วนช่วยกันให้ประเทศสามารถผ่านวิกฤตไปได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
