รีเซต

อุตสาหกรรม “Fast Fashion” เสื้อผ้าราคาถูก-เปลี่ยนเทรนด์ไว ตัวการเงียบวิกฤตโลกร้อน!

อุตสาหกรรม “Fast Fashion” เสื้อผ้าราคาถูก-เปลี่ยนเทรนด์ไว ตัวการเงียบวิกฤตโลกร้อน!
TNN ช่อง16
5 กุมภาพันธ์ 2569 ( 11:00 )

รายงานด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า อุตสาหกรรม “ฟาสต์แฟชั่น” (Fast Fashion) กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก โดยเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นราว 10% ของการปล่อยทั่วโลก มากกว่าการบินระหว่างประเทศและการขนส่งทางเรือรวมกัน


“ฟาสต์แฟชั่น” หมายถึงรูปแบบธุรกิจที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเสื้อผ้าราคาถูกอย่างรวดเร็ว เพื่อเลียนแบบเทรนด์แฟชั่นล่าสุดและนำออกสู่ตลาดในเวลาอันสั้น ผู้ค้าปลีกจึงสามารถนำเสนอสินค้าในปริมาณมาก หลากหลาย และราคาย่อมเยา เพื่อตอบสนองการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค


คำว่า “ฟาสต์แฟชั่น” ถูกใช้ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หลังแบรนด์ซารา (Zara) จากสเปน ขยายตลาดสู่สหรัฐฯ โดยสื่ออเมริกันใช้คำนี้อธิบายระบบการผลิตที่สามารถนำเสื้อผ้าจากขั้นตอนออกแบบไปวางขายในร้านได้ภายในเพียง 15 วัน ปัจจุบัน แบรนด์หลักในตลาดฟาสต์แฟชั่น ได้แก่ Zara, Shein, UNIQLO และ H&M


อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลและก่อให้เกิดของเสียในปริมาณสูง โดยข้อมูลระบุว่า เสื้อผ้ากว่า 85% ถูกทิ้งลงหลุมฝังกลบในแต่ละปี ขณะที่การซักเสื้อผ้าเพียงอย่างเดียว ปล่อยไมโครไฟเบอร์สู่มหาสมุทรกว่า 500,000 ตันต่อปี เทียบเท่าขวดพลาสติกกว่า 50,000 ล้านขวด


ด้านการใช้น้ำ พบว่า การผลิตเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายหนึ่งตัวต้องใช้น้ำราว 700 แกลลอน ขณะที่กางเกงยีนส์หนึ่งตัวใช้น้ำมากถึง 2,000 แกลลอน นอกจากนี้ กระบวนการย้อมผ้ายังถูกจัดให้เป็นแหล่งมลพิษทางน้ำรายใหญ่อันดับสองของโลก เนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานมักถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำและลำคลองโดยตรง


รายงานของ Quantis International ระบุว่า แหล่งกำเนิดมลพิษหลักของอุตสาหกรรมแฟชั่นมาจากกระบวนการย้อมและตกแต่งผ้า การเตรียมเส้นด้าย และการผลิตเส้นใย ซึ่งล้วนใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณสูง ขณะที่องค์การสหประชาชาติคาดว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมสิ่งทออาจเพิ่มขึ้นถึง 60% ภายในปี 2030


นอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ฟาสต์แฟชั่นยังสร้างปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รายงานระบุว่าแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มกว่า 80% เป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 18–24 ปี และยังพบหลักฐานการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับในหลายประเทศ เหตุการณ์ถล่มของอาคารโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในบังกลาเทศเมื่อปี 2013 ซึ่งคร่าชีวิตแรงงานกว่า 1,100 คน ยังคงถูกยกเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้


ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แนวคิด “สโลว์แฟชั่น” (Slow Fashion) จึงถูกผลักดันให้เป็นทางเลือก โดยเน้นการผลิตอย่างรับผิดชอบ ลดการบริโภคเกินจำเป็น และยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้า องค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งพันธมิตรแฟชั่นเพื่อความยั่งยืน ขณะที่ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปซื้อเสื้อผ้ามือสอง เช่าเสื้อผ้า หรือเลือกแบรนด์ที่ใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


นักวิชาการด้านการตลาดแฟชั่น ระบุว่า แนวทางที่ได้ผลที่สุดในการลดผลกระทบจากฟาสต์แฟชั่น คือการลดการบริโภค โดยย้ำว่า “การมีน้อย แต่ใช้ให้คุ้มค่า คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุด”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง