รีเซต

สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้

สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้
ทันหุ้น
16 มีนาคม 2569 ( 09:50 )
2

#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ มองสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แม้จะมีความหวังเล็กๆ ที่สงครามจะคลี่คลายหลังประธานาธิบดีอิหร่านออกมาเปิดเผยถึงเงื่อนไข 3 ข้อในการยุติสงคราม แต่ก็ดูจะเป็นไปได้ยากที่ฝั่งสหรัฐฯ จะยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้น การตอบโต้ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนานขึ้น จากการที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านออกมาระบุชัดเจนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซควรดำเนินต่อไปเพื่อเป็นเครื่องมือในการกดดันศัตรู ดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวแตะ US$100/bbl อีกครั้ง ถือเป็นการกลบความพยายามของ IEA ที่ตัดสินใจระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลก 400 ล้านบาร์เรล (มากกว่าตอนวิกฤติยูเครนปี 2564 ถึง 2 เท่า) และเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อหวังสร้างเสถียรภาพและลดราคาน้ำมันไปโดยสิ้นเชิง

กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้แบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้

ส่วนธีมหุ้น Sector Rotation แนะนำให้ "เล็งไว้แต่ยังไม่ต้องรีบ" รอดูสถานการณ์ให้คลี่คลายกว่านี้ ค่อยสลับเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE

นักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อบานปลาย (ยังไม่จบ) แนะนำ 1) ถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะ (I) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่ได้ผลกระทบจากลูกค้าตะวันออกกลางลดลง และ 2) นักลงทุนที่ทำ Strategic Hedging กลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ยังคงเป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ที่ปลอดภัยจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ขณะที่กลุ่มโรงกลั่น (TOP, BCP) แม้คาดจะได้ประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกขาดแคลนหนักกว่าน้ำมันดิบ แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญหากรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงจำกัดค่าการกลั่นจะเป็น Downside risk ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น

นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร แนะนำทยอยเข้าสะสม 1) หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI และ 2) หุ้น Fast Rebound เพื่อเก็งกำไรหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง