Stable Coin คืออะไร จริงหรือไม่ที่มันคือจุดเชื่อมระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัล? โดย Zipmex

Stable Coin คืออะไร จริงหรือไม่ที่มันคือจุดเชื่อมระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัล? โดย Zipmex
TNN ช่อง16
19 มีนาคม 2564 ( 12:22 )
4.6K
Stable Coin คืออะไร จริงหรือไม่ที่มันคือจุดเชื่อมระหว่างโลกจริงกับโลกดิจิทัล? โดย Zipmex

สินทรัพย์ดิจิทัลหรือที่บางท่านเรียกว่าคริปโตเคอเรนซีต้องใช้เวลากว่า 10 ปีในการพิสูจน์ตัวตนของมัน พิสูจน์คุณสมบัติที่มีกว่าที่คนทั่วไปจะยอมรับ กว่าที่สถาบันใหญ่ๆ ทั่วโลกจะยอมรับ แต่ในขณะนี้ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการหรือ Customer Needs ได้ในทุกมุม ผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่าคุณ Ray Dalioเคยออกมาให้สัมภาษณ์และออกความคิดเห็นกับคริปโตเคอเรนซีโดยเฉพาะบิทคอยน์ประมาณว่า หากบิทคอยน์สามารถปลดล็อค 3 สิ่งนี้ก็น่าจะดีรับการยอมรับมากขึ้นในอนาคต

1.ความผันผวนของราคา สิ่งนี้คือสิ่งแรกที่คนกังวลมากเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซี ทำให้ไม่ค่อยมีใครกล้านำบิทคอยน์มาใช้จ่ายหรือร้านค้าทั่วไปจะยอมรับความเสี่ยงเรื่องค่าเงินที่ผันผวนแบบนี้ นอกจากพวกเขาจะมีวิธีการ Hedgingที่เหมาะสม

2.เรื่องกฎเกณฑ์จากภาครัฐ เพราะการมาของบิทคอยน์ต้องการตัดตัวกลาง ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานกำกับก็คือตัวกลาง ฉะนั้นเรื่องของกฎเกณฑ์จากภาครัฐต่อจากนี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอยู่ตลอด

3.เรื่องสภาพคล่องในการแลกเปลี่ยน แม้บิทคอยน์จะสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ทั่วโลก แต่ด้วยความที่มันมีจำนวนจำกัด และศูนย์ซื้อขายรวมทั้งปริมาณการซื้อขายทั่วโลกอาจจะยังเล็กอยู่ (ในมุมมองของผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ขนาดใหญ่) แต่ในเชิงของนักลงทุนรายบุคคล เรื่องสภาพคล่องน่าจะไม่ใช่ปัญหา

(ภาพประกอบจาก Pixabay)

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ


สำหรับปัญหาในเรื่องความผันผวนนั้น มีการพยายามหาทางออก หาทางแก้ไขและพัฒนาให้โลกของเราสามารถก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ เมื่อทุกคนตระหนักถึงข้อดีของ Blockchain และคุณสมบัติที่ดีของคริปโตเคอเรนซี ตัวอย่างเช่น

1.ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้ เชื่อถือได้ และไม่สามารถแก้ไขย้อนกลับได้ (คุณสมบัติของ Blockchain)

2.คนทั่วไปสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ซื้อขายแลกเปลี่ยน รับส่ง ปล่อยกู้และให้กู้ได้ทั่วโลก (คุณสมบัติของคริปโตฯ)

3.สามารถสร้างข้อตกลงและบังคับใช้ได้แบบอัตโนมัติ โดยที่คนทั่วไปสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อตกลงนั้นได้ รันระบบนั้นได้ (คุณสมบัติของ Smart Contract)

4.เราสามารถนำสินทรัพย์บนโลกจริง มาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทุกอย่าง เช่น หุ้น ที่ดิน เอกสารสิทธิ์ ทองคำ ภาพเขียน หรือแม้กระทั่ง “สกุลเงินทั่วไป” ที่จะเรียกวิธีการแปลงสินทรัพย์เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลว่า Tokenization

ซึ่งคุณสมบัติข้อที่ 4 นี่แหละเป็นทางออกของปัญหาในเรื่องความผันผวนของราคาคริปโตเคอเรนซี จนเป็นที่มาของสิ่งที่เรียกว่า Stable Coin

Stable Coin คืออะไร

อธิบายในภาษาที่ง่ายที่สุด Stable Coin คือคริปโตเคอเรนซีประเภทหนึ่ง ที่สามารถคงมูลค่าไว้คงที่ตลอดเวลา หรือมูลค่าของมันนั้นจะใกล้เคียง คงที่ กับสิ่งที่ผูกเอาไว้ Backup เอาไว้ ถ้าสิ่งที่ Backup ราคาขึ้น Stable Coin ก็จะราคาขึ้น ถ้าสินทรัพย์ที่เอาเข้ามา Backup ราคาลดลง Stable Coin ก็จะราคาลดลงเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนในการสำรองหรือ Backup ด้วยนะครับว่าเป็นลักษณะใด แบบ 1:1 , 1:2 เป็นต้น ส่วนสินทรัพย์ที่นำมา Backup ก็ได้แก่หุ้น ทองคำ และที่นิยมมากที่สุดตอนนี้คือสกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐ หากเรานำเงินดอลลาร์มา Backup และออกเป็น Stable Coin เราก็จะได้คุณสมบัติของคริปโตเคอเรนซีและตัดปัญหาเรื่องความผันผวนของราคาออกไปเรียบร้อย จึงทำให้เราสามารถรับจ่าย ซื้อขาย ยืมให้ยืม รวมถึงค้ำประกันในโลกของคริปโตเคอเรนซีด้วย Stable Coin กันได้เรื่อยมาจนเป็นต้นกำเนิดของการเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Decentralized Finance(Defi) 

(ภาพประกอบจาก Blockdata)

จากภาพประกอบด้านบนจะเป็น ปัญหาหรือสิ่งที่ยังไม่ตอบโจทย์ Customer Needs ของผู้ใช้แบบ 100% ส่วนหัวข้อด้านขวาคือทางออกหรือโซลูชั่นของ Stable Coin ที่ปิดจุดอ่อนเหล่านั้นได้ครับ

การมาของ Stable Coinส่งผลให้ Ethereum ราคาพุ่งแรงกว่า Bitcoin

ในปี 2020 หลายท่านอาจจะนึกถึงแต่เหรียญบิทคอยน์เพราะราคามันขึ้นสูงมาก มากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด จนเป็นที่มาการ “ตื่นบิทคอยน์” แต่อีกหนึ่งที่มีขนาใหญ่และราคาปรับตัวขึ้นสูงกว่าบิทคอยน์คือเหรียญที่มีชื่อว่าอีเธอ (Ether) หากนับจากต้นปี 2020 จนถึงปัจจุบัน (19 มีนาคม 2021) ราคาอีเธอปรับตัวขึ้นกว่า 1,300 % ภายในปีกับสามเดือนเท่านั้นเอง เอาไว้ในบทความหน้าเราจะอธิบายถึงเหตุผลของมันว่าเกิดจากอะไรและมีความเกี่ยวข้องกับ Stable Coin อย่างไร

สิ่งที่เราต้องการจะสื่อในบทความนี้ก็คือ โลกเรามีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย แต่ล้วนแต่มาจาก Customer Needs แทบทั้งสิ้น การมีปัญหาแล้วหาทางออกในทุกครั้งจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์กับบริการออกมาตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะ Maker หรือ Taker คือผู้ผลิตหรือผู้ใช้บริการ เราจำเป็นจะต้องตามการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ทัน ถ้าโลกหมุมเร็วเราต้องหมุมเร็วกว่าหรือดีกว่านั้นคือคิดนำโลก ก้าวนำโลกไปก่อนก็ได้ครับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง