รีเซต

เปิดแนวทาง รัดเข็มขัดงบปี 70 ชู 5 ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤตโลก

เปิดแนวทาง รัดเข็มขัดงบปี 70  ชู 5 ยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤตโลก
TNN ช่อง16
20 เมษายน 2569 ( 11:44 )

รัฐบาลประกาศแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเน้นการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคุ้มค่าที่สุด พร้อมกำหนดทิศทางพัฒนาประเทศผ่าน 5 นโยบายหลัก เพื่อพาไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

มอบนโยบายงบประมาณปี 2570 พร้อมลงนามความร่วมมือ 5 หน่วยงาน

วันนี้ (20 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างสำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

ภายในงานมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่กระทรวงมหาดไทยนำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และส่วนราชการเข้าร่วมรับฟัง ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี และผ่านระบบการประชุมทางไกล VCS

โลกผันผวน รัฐต้องใช้งบอย่างคุ้มค่า

นายอนุทินกล่าวว่า การจัดทำงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีความแตกต่างจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความผันผวนสูงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทยรวมถึงทั่วโลก

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวและแสดงบทบาทผู้นำในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยต้องใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแต่เกิดผลลัพธ์สูงสุด การจัดทำงบประมาณจึงต้องเริ่มจากการปรับลดโครงการหรือแผนงานที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ชู 5 นโยบายหลัก ยกระดับศักยภาพประเทศ

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ต้องมีความตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย “10 Plus” ของรัฐบาล เพื่อพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและเดินหน้าพัฒนาอย่างมั่นคงยั่งยืน พร้อมเป้าหมายสำคัญคือการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

รัฐบาลกำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ที่มุ่งกระจายรายได้ สร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข่งขันได้ พร้อมส่งเสริมการค้า การเกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง มุ่งเสริมบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ด้านสังคม ให้ความสำคัญกับการศึกษา สุขภาพ การเสริมสร้างสถาบันครอบครัว และการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ผ่านนโยบาย “สูงวัย Plus” และ “การศึกษาเท่าเทียม Plus”

ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม มุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ พร้อมผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050 ผ่านนโยบายสีเขียว

ด้านการบริหารภาครัฐ มุ่งปฏิรูปกฎหมายและยกระดับประสิทธิภาพระบบราชการ เป็นราชการทันใจ พร้อมแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ผ่านนโยบาย “AI Plus” และ “Thailand Plus”

กรอบงบ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มเพียง 0.2%

สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ระหว่างปี พ.ศ. 2570–2573 กำหนดไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เป็นสิทธิและข้อผูกพันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

รัฐบาลจึงเน้นการใช้หลักความคุ้มค่า หรือ Value for Money และใช้หลักงบประมาณฐานศูนย์ หรือ Zero-based Budgeting โดยไม่ยึดฐานงบประมาณจากปีที่ผ่านมา แต่พิจารณาความจำเป็น ความเหมาะสม และความเร่งด่วนของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด

งดดูงาน ลดสร้างอาคารใหม่ เน้นลงทุนจำเป็น

นายอนุทินระบุว่า การขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปีที่ผ่านมา โดยงบประมาณที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ต้องเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน เพื่อแก้ไขวิกฤตและวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานปรับลดคำของบประมาณ โดยเฉพาะงบศึกษาดูงาน รวมถึงลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ และหันมาใช้การเช่าพื้นที่แทน หรือใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย Thailand Future Fund

ในส่วนของโครงการคมนาคม ให้เน้นการซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมมากกว่าการขยายเส้นทางใหม่ ขณะที่งบประมาณของกลุ่มจังหวัดให้งดการตั้งงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อน เช่น ถนนและแหล่งน้ำ

เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใช้ EV และ Solar Rooftop

รัฐบาลยังเน้นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในราชการ และการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานภาครัฐ

สำหรับหน่วยงานที่มีสัญญาเช่ารถราชการอยู่แล้ว ขอความร่วมมือผู้ประกอบการพิจารณาปรับสัญญาจากรถเครื่องยนต์สันดาปให้เปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุน ภารกิจของหน่วยงาน และความเป็นไปได้

ย้ำหลักการทำงาน 3 ข้อ พร้อมปกป้องอธิปไตยชาติ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำหลักการทำงานของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการยึดมั่นในหลักนิติธรรม พร้อมบริหารราชการตามหลักธรรมาภิบาล

ในด้านความมั่นคง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลอธิปไตยของประเทศ โดยระบุว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ต้องมีความพร้อม เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดมองว่าประเทศไทยสามารถถูกรุกรานได้ง่าย พร้อมให้กองทัพและสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ

เชื่อมข้อมูล 5 หน่วยงาน ยกระดับความโปร่งใส

ก่อนการมอบนโยบายงบประมาณในครั้งนี้ ยังมีพิธีลงนามความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณระหว่าง 5 หน่วยงาน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล

นายอนุทินกล่าวย้ำว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องร่วมกันสร้าง “บ้านแปลนเมือง” ใหม่ หมดเวลาสำหรับการเอาเปรียบและคดโกง เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และส่งต่อประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นหลังในอนาคต.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง