เปิดรายละเอียดแผนลอบสังหาร "คาเมเนอี" CIA-มอสซาด จับตานานหลายเดือน

CNN รายงานว่าเป็นเวลามากกว่า 1 เดือนที่หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลและหน่วย CIA ของสหรัฐฯ จับตาและเฝ้าติดตาม “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่างลับๆ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสมซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คาเมเนอี ได้เสียชีวิตลงจากการถูกลอบสังหารโดยกองทัพอิสราเอลด้วยความร่วมมือจากสหรัฐฯ
หน่วยข่าวกรองอิสราเอลและ CIA ได้ติดตาม “รูปแบบการใช้ชีวิต” ของคาเมเนอีในทุก ๆ วัน เขาอาศัยอยู่ที่ไหน พบปะใครบ้าง เขาสื่อสารอย่างไร และเขาอาจหลบหนีไปที่ใดหากเผชิญกับภัยคุกคามจากการโจมตี โดยบุคคล 5 คนที่รับรู้ปฏิบัติการดังกล่าวของ CIA ให้ข้อมูลกับ CNN ว่า พวกเขายังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ทางทหารระดับสูงของอิหร่านและก็พบข้อมูลที่น่าสนใจและท้าทายว่า…
คนกลุ่มนี้ “แทบจะไม่เคย” รวมตัวกันในสถานที่เดียวที่คาเมเนอี ที่ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านมานานเกือบ 4 ทศวรรษ
-แผนลอบสังหาร “คาเมเนอี”
แต่ในที่สุดมันก็เกิดช่องว่าง ในช่วงไม่กี่วันก่อนปฏิบัติการ “Epic Fury” ของสหรัฐฯ ในอิหร่านจะเริ่มขึ้น CIA ได้ค้นพบ “โอกาสเหมาะสม” ที่จะสามารถลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ “ในคราวเดียวกัน”
และโอกาสนั้นก็คือทั้งคาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอิหร่านมีการวางแผนนัดประชุมร่วมกันในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โดยแยกกันตามสถานที่ต่าง ๆ ภายในคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นที่ตั้งของทั้ง สำนักงานของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ทำเนียบประธานาธิบดี และหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ
โดยแหล่งข่าวอิสราเอลรายหนึ่งระบุว่า คาเมเนอี ซึ่งโดยปกติมักระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง แต่เขาก็มีจุดอ่อนตรงที่มาตรการรักษาความปลอดภัยรอบตัวเขา จะผ่อนคลายลงในช่วงเวลา “กลางวัน” เนื่องจากคาเมเนอีมองว่าช่วงกลางวันมักเป็นเวลาที่ปลอดภัยและนั่นทำให้เขารู้สึกระวังตัวลดน้อยลง เมื่อทราบข้อมูลเช่นนี้ หน่วยข่าวกรองอิสราเอลและ CIA จึงเชื่อว่า “นี่คือโอกาสที่ดีเกินกว่าจะปล่อยให้หลุดมือไป” และเป็นต้นเหตุให้ในช่วงเวลาตอนสายของอิหร่านซึ่งตรงกับประมาณช่วงบ่ายตามเวลาประเทศไทย สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการ Epic Fury และสังหาร คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านจนเสียชีวิตในที่สุด
มีการเปิดเผยว่า แท้จริงแล้วแผนการลอบสังหารคาเมเนอีจะเกิดขึ้นในช่วง “กลางคืน” แต่เมื่อพบช่วงเวลาที่เหมาะสม กองทัพอิสราเอลได้ปรับแผนจากการโจมตีกลางคืนเป็นกลางวันแทน ในขณะที่มีการเผยแพร่บันทึกของ เอยาล ซาเมียร์ เสนาธิการทหารของกองทัพอิสราเอล ที่ส่งถึงนักบินกองทัพอากาศอิสราเอลโดยระบุว่า
“เช้าวันเสาร์ ปฏิบัติการสิงโตคำราม (Roaring Lion) จะเริ่มต้นขึ้น”
พร้อมกับข้อความ “คุณได้รับอนุญาตให้โจมตีเป้าหมายของคุณแล้ว เรากำลังสร้างประวัติศาสตร์ ผมเชื่อมั่นในตัวพวกคุณ ขอให้พวกเราทุกคนโชคดี”
-ปฏิบัติการของอิสราเอล
เวลาประมาณ 6.00 น. ของเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เครื่องบินรบของอิสราเอลได้โจมตีคอมเพล็กซ์ซึ่งเป็นสถานที่นัดพบของคาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกรุงเตหะราน ในการเปิดฉากระลอกแรกของการโจมตีที่ร่วมมือประสานกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล แหล่งข่าวระบุว่า เครื่องบินรบหล่านี้ติดตั้งอาวุธความแม่นยำสูงและขีปนาวุธพิสัยไกล โดยทั้ง 3 จุดที่มีผู้นำแต่ละคนอยู่ภายในคอมเพล็กซ์ดังกล่าวถูกโจมตีพร้อมกัน จนหลายชั่วโมงต่อมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ประกาศว่า คาเมเนอี เสียชีวิตแล้ว แม้ว่าในขณะนั้นจะยังไม่มีการยืนยันจากทางการอิหร่านก็ตาม
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ทั้งผู้นำระดับสูงสุดของอิหร่าน และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตัดสินใจประชุมกันกลางกรุงเตหะรานใกล้เคียงกับพิกัดที่อยู่ของคาเมเนอี ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ได้ระดมกำลังทางทหารจำนวนมากในภูมิภาค เพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติตามคำขู่ของทรัมป์ที่จะโจมตีอิหร่าน ซึ่งต่างจากปกติที่พวกเขาจะไม่รวมตัวในที่เดียวกัน
CNN รายงานว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนอย่างมหาศาลเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป ปฏิบัติการครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้พัฒนาความสามารถในการแทรกซึมและเก็บข้อมูลภายในอิหร่านมากเพียงใดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และทั้งสองประเทศมีความพร้อมเพียงใดที่จะลงมืออย่างรวดเร็วเมื่อโอกาสมาถึง
เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลกล่าวว่า อิสราเอลได้เฝ้าติดตาม ผู้นําหลักๆ ของอิหร่านเกือบทั้งหมดไม่ใช่แค่คาเมเนอี อยู่เป็นประจํา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งอิสราเอลมองว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจดำเนินการกองทัพและนายทหารจะต้องมีสติปัญญาเพิ่มเติม และต้องสามารถเชื่อมต่อองค์ประกอบหลายอย่างเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจค่อนข้างซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ทำให้ปฏิบัติการประสบความสำเร็จ
แต่แม้ว่าอิสราเอลจะประสบความสำเร็จในการใช้หน่วยข่าวกรองแทรกซึมเข้าไปในอิหร่านจนสามารถสังหารเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของอิหร่านได้หลายครั้งที่ผ่านมา แต่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอิสราเอลได้ออกมายอมรับว่าพวกเขาไม่เคยมีโอกาสที่จะเปิดปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปยัง คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้เลยจนกระทั่งในครั้งนี้
-ความร่วมมือของอิสราเอล-สหรัฐฯ
อิสราเอลและสหรัฐฯ ทำงานร่วมกันก่อรเปิดปฏิบัติการโจมตีในอิหร่านมานานหลายสัปดาห์นี้ โดยในการเยือนคฤหาสน์มาร์-อา-ลาโก ที่รัฐฟลอริดาของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เขาได้บอกข้อมูลที่ได้จากหน่วยข่าวกรองกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าอิหร่านกำลังพัฒนาโครงการเกี่ยวกับขีปนาวุธพิสัยไกลและเริ่มกลับมาฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ใหม่นับตั้งแต่ที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีในปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และในการพบกันครั้งนั้น ทรัมป์ได้บอกกับเนทันยาฮูว่าเขาจะให้การสนับสนุนความพยายามทางทหารครั้งใหม่ของอิสราเอลเพื่อลบโครงการพัฒนาขีปนาวุธของอิหร่านให้หายไป
หลังจากการพบกันไม่กี่วัน ก็เกิดการประท้วงปะทุขึ้นหลายพื้นที่ทั่วอิหร่านที่ส่งผลให้รัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้ประท้วงเสียชีวิตหลายพันคน ทรัมป์ในตอนนั้นได้ให้คำมั่นว่าจะเข้าช่วยเหลือผู้ประท้วง โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ พร้อมเต็มที่และเตรียมการทุกอย่างไว้แล้ว และนั่นคือช่วงเวลาที่การวางแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ต่ออิหร่านถูกเร่งเครื่องเข้าสู่ระดับที่เข้มข้นยิ่งขึ้น
CNN รายงานว่าในขณะนั้น สหรัฐฯ ยังไม่มียุทโธปกรณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มากพอที่จะเปิดปฏิบัติการเช่นนี้กับอิหร่านได้ เช่นเดียวกันยุทโธปกรณ์เหล่านี้ก็ไม่เพียงพอสำหรับการปกป้องฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งในตะวันออกกลางหากถูกอิหร่านโจมตีด้วย จนกระทั่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์มากมายจะถูกส่งไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในสัปดาห์ต่อมา ทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ พร้อมด้วยเครื่องบินรบ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เรือรบ และเรือดำน้ำอีกหลายร้อยลำ การเสริมกำลังครั้งใหญ่นี้ปรากฏชัดต่อสายตาทั่วโลกและต่ออิหร่าน และกลายเป็นเครื่องมือกดดันสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าการเจรจาทางการทูต
ในขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของอิสราเอลร่วมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองมอสซาด (Mossad) ได้บินไปยังกรุงวอชิงตันดี.ซี เพื่อวางแผนปฏิบัติการและการเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจดังกล่าวเช่นเดียวกันกับการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮู ซึ่งถูกเลื่อนให้เร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากเนทันยาฮูต้องการดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าทรัมป์ยังคงยึดมั่นกับแผนการดำเนินการโจมตีอิหร่าน
-ความพยายามทางการทูตควบคู่กันไป
ความพยายามทางการทูตผลักดันให้เกิดข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ทำให้ทรัมป์ออกมากล่าวใน Truth Social ถึงจะยังไม่มีข้อสรุปใดที่เด็ดขาด แต่เขายืนกรานให้การเจรจากับอิหร่านดำเนินต่อไป เพื่อดูว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม การพบหารือแบบส่วนตัวระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮู ยังช่วยกลบเกลื่อนความเห็นต่างระหว่างทั้งสองเกี่ยวกับความเหมาะสมของการเจรจากับอิหร่านเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง โดยเนทันยาฮูเคยเตือนต่อสาธารณะว่าอิหร่านไม่สามารถไว้วางใจได้ว่าจะเจรจาโดยสุจริต แต่ทรัมป์ดูเหมือนตั้งใจจะใช้ทุกช่องทางทางการทูตที่มี เพื่อหลีกเลี่ยงการเริ่มต้นสงครามครั้งใหม่
ตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา ผู้แทนของทรัมป์ในการเจรจากับอิหร่านทั้งสตีฟ วิทคอฟ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ยังคงพยายามประเมินว่าอิหร่านอาจยอมอ่อนข้อในด้านนิวเคลียร์ของตน แต่เจ้าหน้าที่อเมริกันหลายคนสงสัยว่าการเจรจาจะได้ผลตามที่ทรัมป์เรียกร้องหรือไม่ ซึ่งก็คือการยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านอย่างถาวร แม้อิหน่านจะดูเหมือนยอมผ่อนปรนบางประการในการเจรจาทางอ้อมสามรอบ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับทรัมป์
รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เสนอทางเลือกแก่อิหร่านในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ ตามที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อีกรายหนึ่งระบุว่า อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอที่สหรัฐฯ จะจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ให้กับประเทศ
จนกระทั่งหลังการเจรจารอบสุดท้ายที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สตีฟ วิทคอฟ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ได้โทรศัพท์หาทรัมป์เพื่อแจ้งว่าอิหร่านยังคงยืนกรานไม่ยอมรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของตนทั้งหมด และผลลัพธ์ที่ดูเหมือนจะทำให้ท่าทีของประธานาธิบดีแข็งกร้าวขึ้นว่าอาจจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร
หนึ่งวันต่อมา ระหว่างเดินทางไปยังรัฐเท็กซัสบนเครื่องบิน Air Force One ทรัมป์ได้ปรึกษาหารือกับสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคน รวมถึงวุฒิสมาชิก จากรัฐเท็กซัส ซึ่งในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ CIA ได้ระบุแล้วว่าการประชุมในเช้าวันเสาร์ของบรรดาเจ้ากน้าที่ระดับสูงของอิกร่านในกรุงเตหะรานจะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของปฏิบัติการครั้งนี้
ขณะที่ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่ท่าเรือ Port of Corpus Christi เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ยอมรับว่าเขามีการตัดสินใจที่ยากลำบากอยู่ตรงหน้า เขากล่าวด้วยว่าในเวลานั้นเขาทราบแล้วว่าเป้าหมายคืออะไร อิหร่านอาจตอบโต้อย่างไร และยังมีความไม่แน่นอนอีกมากเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นและมันไม่ใช่เรื่องง่าย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
