รีเซต

"คนจ่ายหาย-คนตายเพิ่ม" วิกฤตเงินฌาปนกิจ เสี่ยงล้มเป็นโดมิโน นักวิชาการเสนอมาตรการฟื้นระบบ

"คนจ่ายหาย-คนตายเพิ่ม"  วิกฤตเงินฌาปนกิจ เสี่ยงล้มเป็นโดมิโน นักวิชาการเสนอมาตรการฟื้นระบบ
TNN ช่อง16
22 กุมภาพันธ์ 2569 ( 14:31 )
31

ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งสูง "ความตาย" ไม่ใช่แค่เรื่องของความโศกเศร้า แต่มันคือ "ค่าใช้จ่าย" ก้อนโตสำหรับคนข้างหลัง สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์จึงเป็นเสมือน ‘ตาข่ายรองรับ’ ชั้นสุดท้ายของคนตัวเล็กๆ ในสังคมไทย ทว่าวันนี้ตาข่ายที่ว่ากำลังเริ่มขาดวิ่น และเสี่ยงที่จะขาดสะบั้นลงเป็นทอดๆ

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง หลังการสั่งยุบสมาคมฯ ไปแล้ว 10 แห่ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่มันคือสัญญาณอันตรายที่อาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายทางความเชื่อมั่น ของสมาคมฯ อีกกว่า 3,800 แห่งทั่วประเทศ

ทำไมสมาคมฌาปนกิจถึงเสี่ยงล้มเป็นโดมิโน?

นักวิชาการมองว่าวิกฤตของสมาคมฌาปนกิจทั่วประเทศไม่ได้เกิดจากโชคชะตา แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยตอกฝาโลงคือ ความตื่นตระหนก เพราะเมื่อเห็นสมาคมอื่น ๆ เริ่มล้ม สมาชิกก็เริ่มหยุดส่งเพราะกังวลว่าจะสูญเงินฟรี ปัญหาต่อมา คือ บริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ และความโปร่งใส โดยพบว่าสมาคมฯ บางแห่งนำเงินไปใช้ผิดประเภท หรือผู้นำท้องถิ่นเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน

ปัญหาสุดท้าย คือการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย ที่ทำให้เด็กเกิดน้อยลง นั่นทำให้คนจ่ายเงินหายไป แต่คนตายเพิ่มขึ้นจนเงินสำรองไม่เพียงพอ

รศ. ดร.อัจฉรา เชื่อว่าสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ยังต้องคงอยู่ต่อไป และเป็นรูปแบบสวัสดิการที่ยังมีความสำคัญกับประเทศไทยด้วย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีสวัสดิการอยู่ 3 ระดับ คือ 1. การซื้อด้วยเงินของตัวเอง 2. สวัสดิการที่รัฐจัดมาบริการให้ 3. สวัสดิการชุมชน ซึ่งในส่วนของสวัสดิการชุมชนนั้นจะเป็นส่วนที่จะรองรับคนที่ตกหล่นจาก2 ระดับแรกไว้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือการปรับรูปแบบการบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาพสังคมและความเป็นจริง



รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ.

มาตรการกู้ชีพ “ฌาปนกิจสงเคราะห์” 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอว่าสิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ มีด้วยกันอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ 1. ภาครัฐต้องมีการตั้งองค์กรอิสระ เพื่อกำกับควบคุมการบริหารจัดการสมาคมให้มีมาตรฐาน และมีธรรมมาภิบาล ผ่านการออกกฎหมาย หรือประกาศออกมา เหมือนกับกรณีของประกันชีวิตที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีการออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น จะต้องมีทุนสำรองจำนวนเท่าไหร่ หรือมีการกันเงินขนาดไหน มีการคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า ฯลฯ 


ทั้งนี้องค์กรอิสระดังกล่าวอาจมีการสร้างตัวชี้วัด (indicator) ในการตรวจวัดสถานะและประสิทธิภาพการบริหารของกองทุน หรือสมาคมฌาปนกิจฯ จากนั้นก็ให้การรับรองว่าอยู่ในระดับไหน พร้อมกับทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้สถานะของกองทุน หรือคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกได้มีความมั่นใจ รวมถึงหากมีระดับที่น่าเป็นห่วงก็มีการแนะนำในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนกับบริษัทประกันที่มีระดับ A หรือระดับ AA

และ 2. รัฐควรสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างสมาคม หรือกองทุนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการประสานงานทรัพยากรกับเครือข่ายอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะบางพื้นที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก ทำให้การบริหารอาจจะต้องทำรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ ซึ่งการสร้างเครือข่ายยังจะช่วยเพิ่มกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างกันได้ด้วยอีกส่วน


นั่นเพราะ ที่ผ่านมาระบบเหล่านี้ทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) เพราะท้องถิ่นก็จะขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่วนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ขึ้นกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และไม่เคยคุยหรือประสานงานกัน เพื่อที่ส่วนหนึ่งจะได้รู้ด้วยว่าปัญหาในพื้นที่จริงๆ คืออะไร และนำไปสู่การแก้ไข หรือหาทางออกร่วมกันให้กับพื้นที่ 



“สำหรับสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีการสั่งยุบเลิกไป 10 แห่งตามข่าวนั้น ตามกฎหมายแล้วตัวเงินสามารถคืนให้กับสมาชิกได้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบการเฉลี่ยจ่ายให้ แต่จะเป็นการโอนให้กับสมาคม หรือกองทุนอื่นๆ เพื่อให้ดำเนินการต่อแทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่สมาคมที่เป็นสมาชิกด้วยว่ามีการเก็บเงินแบบไหน เช่น เก็บเงินเฉพาะเมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นรายครั้งแบบไม่มีการกันเงินเอาไว้ กรณีนี้จะไม่สามารถรับเงินคืนได้ แต่ยังสามารถไปสมัครเป็นสมชิกอื่นๆ ได้อยู่” รศ. ดร.อัจฉรากล่าว

สมาคมฌาปนกิจไม่ใช่แค่การลงขันทำศพ แต่มันคือเครื่องหมายของความไว้เนื้อเชื่อใจ ในชุมชน หากรัฐยังปล่อยให้บริหารจัดการแบบไร้มาตรฐาน วันหนึ่งเมื่อโดมิโนตัวสุดท้ายล้มลง สิ่งที่จะสูญเสียไปอาจไม่ใช่แค่เงินในกระเป๋า แต่คือที่พึ่งสุดท้ายยามวาระสุดท้ายของชีวิตที่หายไปอย่างไม่มีวันกลับ

นี่อาจถึงเวลาที่ภาครัฐต้องผ่าตัดใหญ่ ก่อนที่เสียงเคาะฝาโลงจะกลายเป็นเสียงเตือนภัยของระบบสวัสดิการไทยทั้งระบบ



Exclusive By ฟลุ๊ค วุฒิพันธุ์ เปรมาสวัสดิ์ 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง